วันพุธที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2556
นิสัย 10 อย่าง ทำลายสมอง
หน้าที่ของสมองยังมีหน้าที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ อารมณ์ ความจำ การเรียนรู้การเคลื่อนไหวและความสามารถอื่น ๆ ที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ แต่คนเรามักไม่รู้ตัวเองว่าพฤติกรรมบางอย่างที่กระทำลงไป นอกจากจะเป็นการทำร้ายร่างกายไม่พอ ยังทำร้ายสมองด้วย
1. ไม่ทานอาหารเช้า หลายคนคิดว่าไม่ทานอาหารเช้า แล้วจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ แต่นี่จะเป็นสาเหตุให้สารอาหารไปเลี้ยงสมองไม่เพียงพอ ทำให้สมองเสื่อม
2. กินอาหารมากเกินไป การกินมากเกินไปจะทำให้หลอดเลือดแดงในสมองแข็งตัว เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคความจำสั้น
3. การสูบบุหรี่ เป็นสาเหตุให้เกิดโรคสมองฝ่อ และโรคอัลไซเมอร์
4. ทานของหวานมากเกินไป การกินของหวานมาก จะไปขัดขวางการดูดกลืนโปรตีนและสารอาหารที่เป็นประโยชน์ เป็นสาเหตุของการขาดสารอาหารและขัดขวางการพัฒนาของสมอง
5. มลภาวะ สมองเป็นส่วนที่ใช้พลังงานมากที่สุดในร่างกาย การสูดเอาอากาศที่เป็นมลภาวะเข้าไป จะทำให้ออกซิเจนในสมองลดปริมาณลง ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลง
6. การอดนอน การนอนหลับจะทำให้สมองได้พักผ่อน การอดนอนเป็นเวลานาน จะทำให้เซลล์สมองตาย
7. การนอนคลุมโปง การนอนคลุมโปงจะเป็นการเพิ่มคาร์บอนไดออกไซด์ให้มากขึ้น และลดออกซิเจนให้น้อยลง ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของสมอง
8. ใช้สมองในขณะที่ไม่สบาย การทำงานหรือเรียนในขณะที่กำลังป่วย จะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของสมองลดลง เหมือนกับการทำร้ายสมองไปในตัว
9. ขาดการใช้ความคิด การคิดเป็นสิ่งที่ดีที่สุดในการฝึกสมอง การขาดการใช้ความคิดจะทำให้สมองฝ่อ
10. เป็นคนไม่ค่อยพูด ทักษะการพูดจะเป็นตัวแสดงถึงประสิทธิภาพของสมอง
ที่มา : http://www.vcharkarn.com
ช่วงเวลา นาฬิกาชีวิต
การแพทย์ตะวันออกถือว่า กลางวันและกลางคืนมีความสัมพันธ์กับสุขภาพของมนุษย์อย่างแยกไม่ออก โดยมองลึกลงไปอีกว่า ช่วงเวลา 24 ชั่วโมงในหนึ่งวันนั้น ภายในร่างกายของมนุษย์ ยังมีการไหลเวียนของพลังชีวิตที่ผ่านอวัยวะภายในของร่างกายซึ่งประกอบด้วยหัวใจ, เยื่อหุ้มหัวใจ, ปอด, ม้าม, ตับ ไต, กระเพาะอาหาร, ถุงน้ำดี, ลำไส้ใหญ่, ลำไส้เล็ก, กระเพาะปัสสาวะ, ระบบความร้อนของร่างกาย, การไหลเวียนของพลังชีวิต (ลมปราณ) ที่ผ่านแต่ละอวัยวะนั้นจะใช้เวลาสองชั่วโมง ทั้งหมดมี 12 อวัยวะ รวม 24 ชั่วโมง
กล่าวคือ หนึ่งวัน เรียกว่า "นาฬิกาชีวิต" ต่อมเล็กๆ ในสมองของมนุษย์คือจุดควบคุมจังหวะสั่งการให้ร่างกายเคลื่อนไหวเป็นไปในลักษณะต่างๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน ดังนั้น การดูแลควบคุม พฤติกรรมในแต่ละวันให้สัมพันธ์กับนาฬิกาภายในร่างกายจึงเป็นสิ่งสำคัญ ให้ผลทั้งการควบคุม สมดุล ความปกติของสุขภาพ และสัดส่วนน้ำหนัก และนี่คือสิ่งที่ควรรู้
ช่วงเวลา นาฬิกาชีวิต และคำแนะนำ
06:00 หกโมงเช้าเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายตื่นตัวที่สุด
07:00 เหมาะสำหรับเป็นเวลาอาหารเช้า ระบบการย่อยอาหารจะทำงานได้ดีที่สุด สารอาหารแร่ธาตุและวิตามิน ต่างๆ จะถูกเปลี่ยนเป็นพลังงานได้อย่างสมบูรณ์
08:00 เป็นช่วงเวลาที่เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวบ่อยที่สุดเพราะเลือดในร่างกายเข้มข้น เลือดมีโอกาสจับตัวอุดตัน จนเกิดอันตราย จึงควรฝึกทำสมาธิ นับลมหายใจ หรือฟังเพลง เลี่ยงสิ่งที่ทำให้เกิดความเครียด
09:00 สมองส่วนความจำจะทำงานได้ดีมากในช่วงนี้ เป็นเวลาที่เหมาะสมสำหรับการท่องจำมากที่สุด
10:00 ถ้าเป็นไปได้ ควรนัดเจรจาเรื่องสัญญา การพูดจาระหว่างการสนทนาจะออกมาเป็นจุดเด่นในช่วงนี้
11:00 ร่างกายในช่วงที่สามารถให้ประสิทธิภาพได้สูงสุด หัวใจและระบบไหลเวียนของโลหิตทำงานได้เต็มที่ช่วงนี้ ไม่ว่าจะเป็นการวิ่งมาราธอนหรือต่อสู้กับสภาพของงาน มนุษย์จะทำได้ดีที่สุด
12:00 สมาธิเริ่มแย่ อุบัติเหตุในการทำงานจะเพิ่มมากขึ้น ถ้าไม่หยุดพักจะทำให้เกิดความเสียหาย
13:00 กระเพาะอาหารเตรียมทำงานด้วยการหลั่งกรดออกมา ต้องหาอะไรกินให้ได้ ไม่งั้นจะเสี่ยงต่อ โรคกระเพาะอาหาร
14:00 เป็นช่วงที่สมองซีกศิลปะทำงาน เหมาะสำหรับการคิดสร้างสรรค์ หรือทำงานฝีมือ งานอดิเรก
15:00 พลังงานแห่งการทำงานกลับมาอีกครั้ง ความจำขึ้นถึงสูงสุดอีกครั้ง ช่วงนี้น่าจะหาโอกาสเข้าพบเจ้านายเพื่อขึ้นเงินเดือนได้ ในช่วงนี้จิตใจจะไม่กลัวการเผชิญหน้าใดๆ
16:00 มนุษย์จะทนต่อความเจ็บปวดได้ดีที่สุดในชั่วโมงนี้ ถ้าจะไปทำฟันก็เลือกประมาณนี้ ถ้าทำได้ยาชาหนึ่งเข็ม จะมีผลพอๆ กับการได้รับ 3 เข็มเลยทีเดียว
17:00 แรงดันและการไหลเวียนของโลหิตจะเคลื่อนไหวได้ดีมาก เป็นเวลาที่เหมาะสมกับการเล่นกีฬาออกกำลังกาย กล้ามเนื้ออยู่ในช่วงที่แข็งแรงที่สุด และเมื่อได้ฝึกอย่างถูกวิธี ก็จะเกิดความแข็งแรงรวดเร็วมาก
18:00 ช่วงนี้ผู้คนจะเหนื่อยเพลียและขาดสมาธิมากกว่าช่วงเวลาชั่วโมงอื่นๆ เป็นช่วงที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งที่สุด ต้องใช้ความระวังขณะขับรถอยู่บนถนน
19:00 สมองได้รับเลือดหล่อเลี้ยงมาก เมื่อเจอเหตุการณ์ไม่คาดฝันจะสามารถแก้ไขให้ลุล่วงดีได้เร็วมาก
20:00 เริ่มสดชื่นหลังการพักผ่อนที่ต้องกรำงานตลอดทั้งวัน จึงเป็นช่วงดีสำหรับการพบปะสังสรรค์ ใครที่อยากจะบอกรัก ขอใครแต่งงานควรจะทำในชั่วโมงนี้ โอกาสประสบความสำเร็จมีมากที่สุด
21:00 กระเพาะอาหารจะหยุดทำงานพอถึงช่วงเวลานี้ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงอาหารหนัก เพราะไม่เช่นนั้น ก็จะไปสะสมค้างในกระเพาะเกิดผลเสียหายตามมา
22:00 ความดันโลหิตจะลดลงพร้อมๆ กับอุณหภูมิของร่างกายที่ต่ำลง การนอนหลับก่อนเที่ยงคืนเป็นการหลับที่สนิท และช่วยให้การพักผ่อนอย่างเต็มที่มากกว่าช่วงอื่น
23:00 สมองทำงานน้อยลง ถ้าดูหนังสือช่วงนี้วันต่อไปก็จะจำไม่ได้เป็นส่วนใหญ่ ควรนอนหลับพักผ่อนดีที่สุด
24:00 ใครที่ยังไม่หลับควรให้โอกาสนี้สำหรับการสร้างสรรค์ จะเป็นงานเขียน วาดรูป หรือแต่งเพลง ล้วนเป็นช่วงเวลาที่วิเศษทั้งสิ้น เพราะสมองปลอดโปร่งคิดโน่นคิดนี่ได้ดีที่สุด
01:00 สมองเหนื่อยล้าถึงขีดสุด ร่างกายอยากพักผ่อนเต็มที่ แม้จะชาชินกับงานกลางคืนมาเป็นปี แต่พอเข้าชั่วโมงนี้จะรู้สึกว่าเหนื่อย เพลีย ง่วงที่สุด 1.00-3.00 น. เป็นช่วงเวลาของตับ ควรนอนหลับพักผ่อน ถ้าใครนอนหลับได้ดีเป็นประจำในช่วงเวลานี้ ตับจะหลั่งสารมีราโทนิน (Meratonine) เพื่อฆ่าเชื้อโรค ทำให้ หน้าอ่อนกว่าวัย นอนจากร่างกายจะหลั่งมีราทินประจำแล้ว ยังหลั่งสารเอนโดรฟิน (Endorphin) ออกมาด้วย จึงไม่ควรกินอาหาร เพราะจะทำให้ตับทำงานหนักและเสื่อมเร็ว
02:00 ฮอร์โมนเมลาโตนินถูกขับออกมามาก ทำให้คนเราเลื่อนลอยเหนื่อยล้าและมีโอกาสคิดสั้นฆ่าตัวตายมากที่สุด ดังนั้น ควรเลี่ยงเรื่องเครียดๆ หรือคิดหาเหตุผล ถ้าไม่นอนก็ควรฟังเพลงสบายๆ ดูหนังตลกๆ
03:00 ทุกอย่างในร่างกายแทบจะหยุดนิ่ง ร่างกายควรได้รับการพักผ่อนมากที่สุด
04:00 ร่างกายเริ่มตื่นขึ้นมาทำงานอีก เพราะมีฮอร์โมนคอร์ติซอลซึ่งใช้ต่อสู้กับความเครียดหลั่งออกมา คนเป็นโรคหืดหอบจะมีปัญหากับการหายใจ
05:00 ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์แก่ทั้งหลายควรตระเตรียมข้าวของให้พร้อมสำหรับชั่วโมงนี้ เพราะตามสถิติเด็กทารกจะคลอดออกมาลืมตาดูโลกระหว่างชั่วโมงนี้มากที่สุด
สูตรร้อยพัน -0-
สูตรขัดผิวด้วยส้ม
1. นำส้มเขียวหวาน (เท่านั้นนะคะ) มาล้างให้สะอาด แล้วปอกเปลือก จากนั้นผ่าตามขวาง
แล้วแคะเมล็ดออกจนหมด
2. ใช้ส่วนของเกร็ดส้มขัดเป็นวงกลมเบาๆ โดยไม่ต้องใช้แรงกด (ถ้ากดแรงไปจะทำให้ผิวมีริ้วรอยได้ง่าย) พอให้ผิวส้มสัมผัสกับผิวเรา เป็นอันใช้ได้ค่ะ
3. ขัดเบาๆ ประมาณ 15 นาที แล้วทิ้งให้น้ำส้มที่อยู่บนใบหน้าหรือลำตัว แห้ง แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำเย็นจัด
- ทำเป็นประจำ สัปดาห์ละครั้ง เท่านี้ผิวก็จะผุดผ่อง เพราะส้มมี ViT C ที่ช่วยฟื้นฟูสภาพผิว และช่วยให้เม็ดสี จุดด่างดำ ดูจางลงด้วย
- เปลือกส้ม สามารถนำมาหั่นเป็นเส้น แล้วนำไปตากแดดจนแห้ง นำมาใช้เป็นยาจุดกันยุงได้อีกด้วยค่ะ
สูตรเพื่อผิวขาวกระจ่างใสขึ้น
ผงขมิ้น + โยเกิร์ตรสธรรมชาติ
หลังจากถูสบู่ ให้นำผงขมิ้นที่ผสมกับโยเกิร์ตแล้ว มาทาให้ทั่วตัว ระหว่างทาก็นวดไปด้วย ค่อยๆ ทาวนเป็นวงกลมจนทั่ว
ทิ้งไว้ 5-10 นาที จากนั้นใช้ใยบวบหรือที่ขัดตัว ผสมครีมอาบน้ำให้เกิดฟองนิดหน่อย แล้วเริ่มขัดทั้งตัวพร้อมกับผงขมิ้น&โยเกิร์ต
ที่ยังไม่ได้ล้าง โดยขัดจากปลายเท้าขึ้นมาจนทั่วตัว > ล้างน้ำออก จากนั้นทาโลชั่นตามทันที
ทำ 3 วัน/ครั้ง หรือสัปดาห์ละครั้ง ผิวจะค่อยๆใส และขาวขึ้นเจ้าค่ะ
สูตรเพื่อผิวขาวกระจ่างใส (ฉบับเจ้าสาว)
มะขาม + ผงขมิ้น + นมสด + เกลือ
1. ผสมส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ขัดเบาๆ ประมาณ 5-10 นาที แล้วล้างออก
2. พอกด้วยส่วนผสมที่ 2 (ผงขมิ้น + นมสด + ทานาคาหรือดินสอพอง) ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออกทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งค่ะ ผิวจะสว่างใสและขาวขึ้นภายใน 1 เดือน
สูตรเพื่อผิวขาว(ฉบับเจ้าสาว) Version 2
ไพล + นมผงสำหรับเด็กทารก (Ext: เอส26 หรือ เนสเล่)
นำไพลและนมผงมาบดผสมให้เข้ากัน (จะผสมขมิ้นลงไปด้วยก็ได้ค่ะ) แล้วนำมาขัดผิวเวลาอาบน้ำ โดยล้างสบู่ให้สะอาดก่อน แล้วขัดเบาๆ ใช้บวบขัดผิว หรือแปรงที่ขนนุ่ม ๆ ก็ได้ค่ะ รับรองผลชัวร์ ๆ ผิวจะสะอาดเนียนและนุ่มมาก ๆ ค่ะ
สูตรสมานผิว (แสนจะง่าย)
หลังล้างหน้า นำน้ำผึ้งแท้ล้วนๆ มาทาหน้าให้ทั่ว แล้วทิ้งไว้ไม่น้อยกว่า 10 นาทีค่ะ จากนั้นล้างน้ำออกและบำรุงผิวตามปกติ
TiPS
ใช้ได้ดีกับผิวแพ้ง่ายและผิวที่อักเสบจากการแพ้ เพราะน้ำผึ้งเป็นตัวประสานผิวที่ดี ช่วยทำให้ผิวหน้าเนียนขึ้น สิวผดต่างๆ จะหายไป
หน้าไม่เป็นขุย เวลาเป็นแผลสด ทำท่าจะมีหนองก็ให้เอาน้ำผึ้งทาทิ้งไว้ หนองจะไม่มีและแผลก็จะแห้งเร็วด้วยค่ะ
สูตรสำหรับผิวหมองคล้ำ
ขมิ้น + มะขามเปียก
1. นำมะขามเปียกลงขยำในน้ำอุ่น ใช้กะปริมาณให้ทั่วผิวกาย (1-2 ฝักกับน้ำอุ่นเล็กน้อย) ให้น้ำมะขามมีลักษณะข้นๆ
2. ละลายผงขมิ้นลงไป ประมาณ 1/4 - 1/2 ช้อนชา (ระวังอย่าให้มากไปนะคะ มิเช่นนั้นอาจกลายเป็นสาวดีซ่าน ไปซะอีก..อิอิ)
3. คนๆให้เข้ากันค่ะ นำส่วนผสมที่ได้มาพอกผิว อาจใช้ใยบวบขัดผิวเบาๆ ไปด้วย ทิ้งไว้จนแห้งแล้วค่อยล้างออกค่ะ
สูตรสำหรับผิวแห้ง
น้ำมันมะกอก + เกลือ + ผลสตรอว์เบอรี่สด
1. ผสมน้ำมันมะกอกกับเกลือ (ควรใช้เกลือเม็ดเล็กๆ หรือเม็ดที่ไม่คม ไม่หยาบจนเกินไปค่ะ เดี๋ยวมันจะบาดผิวเรา) เข้าด้วยกัน
2. ใส่สตรอว์เบอรี่ที่ใช้ช้อนบี้ๆ บดๆ จนเละแล้วลงไป
3. คนๆ ให้เข้ากัน ใช้เป็นสครับสำหรับขัดผิวกาย เพื่อให้ความชุ่มชื้น ทำให้ผิวสดใส และเต่งตึงขึ้นด้วยค่ะ
สูตรเพื่อผิวเนียน
ว่านหางจรเข้ 2 ใบ(ใบใหญ่) + ใบชะพลู 10 ใบ + ไข่ไก่ 1 ฟอง
นำว่านหางจรเข้มาปอกเปลือกแล้วล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นนำใบชะพลูที่ล้างสะอาดแล้ว มาหั่นหยาบๆ
แล้วนำส่วนผสมทั้ง 2 อยางลงเครื่องปั่น ใส่ไข่ไก่ลงไป...
ปั่นจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วพอกหน้าทิ้งไว้ 10-15 นาที ล้างออก ผิวหน้าจะเนียน ลื่นขึ้นค่ะ
สูตรลดริ้วรอย
เนื้อมะละกอสุก + เนื้อฝรั่ง
1. นำเนื้อมะละกอและฝรั่งมาปั่นรวมกัน (อาจเติมนมสดหรือโยเกิร์ตรสธรรมชาติลงไปด้วยนิดหน่อย) ปั่นให้พอเละ ๆ ค่ะ
2. นำส่วนผสมที่ได้มาพอกหน้าทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออก
TiPS
สูตรนี้ไม่เหมาะกับผิวแพ้ง่ายนะคะ เพราะมะละกอมันจามียาง อ่ะค่ะ
สูตรสำหรับผิวธรรมดา/ผิวมัน
เนื้อแตงกวา (ปั่นแยกน้ำ) 1 ถ้วย
โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
เมล็ดงา 1 ช้อนชา
จมูกข้าวสาลี 2 ช้อนโต๊ะ
นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าจนเป็นเนื้อเดียวกัน นำมาทาผิวในลักษณะวนเป็นวงกลม เมื่อส่วนผสมใกล้แห้ง ค่อยๆ ขัดออกเบาๆ
เพื่อขจัดเซลล์ผิวเก่าออก แล้วล้างตัวด้วยน้ำอุ่น
สูตรไข่ กระชับผิว กระชับรูขุมขน
1. ล้างหน้าด้วยน้ำนม ช่วยกระตุ้นให้ผิวสดชื่น กระชุ่มกระชวย
2. ตอกไข่ใส่ชาม แยกส่วนไข่ขาวและไข่แดง ใช้เฉพาะไข่ขาว ทาบนใบหน้า (ถ้าคุณเป็นคนผิวแห้ง ให้ผสมไข่แดงลงไปเล็กน้อย)
ทิ้งไว้ 10 นาที ล้างออก ด้วยน้ำอุ่น
3. ปิดท้ายด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์บำรุงผิว
TiPS
ช่วยกระชับผิว กระชับรูขุมขน เฉกเช่นเดียวกับ โทนนิ่งโลชั่น
สูตรการทำ Tropical Fruit Mask
น้ำสัปปะรดคั้นสด 1 ถ้วย
มะละกอสไลด์สด 1/2 ถ้วย
น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
1. นำน้ำสัปปะรดและมะละกอ คนๆ เข้ากันให้ละเอียด เติมน้ำผึ้งเพิ่มลงไป
2. ล้างหน้าให้สะอาด ซับหน้าให้แห้ง เอาส่วนผสมทาให้ทั่วหน้าและลำคอ ทิ้งไว้ 5 นาที (ถ้าผิวแพ้ง่าย 2-3 นาทีก็พอจ้า)
3.ล้างออกด้วยน้ำเย็น ตามด้วยมอยซ์เจอร์บำรุงผิว
TiPS
- ควรทำมาสก์นี้ไม่เกิน 1 ครั้งต่ออาทิตย์นะคร๊ะ
- ผลไม้อุดมไปด้วย AHA ทำให้เส้นสกุนาบาทา (เท้ากา) จางลงได้ด้วย เพราะมีเอนไซม์จากธรรมชาติ ช่วยขจัดผิวที่เสีย
เมื่อผสมกับน้ำผึ้ง ทำให้ผิวนุ่มขึ้น
สูตรสู้สิว ฉบับแสนง่าย
1. ปอกเปลือกมะเขือเทศ ฝานเป็นแผ่นๆ เอาเมล็ดออก
2. นำไปปั่นให้ละเอียด (ถ้าไม่มีเครื่องปั่น จะใช้วิธีขยำจนกระทั่งเนื้อมะเขือเทศเละ ไม่จับเป็นก้อน ก็ใช้ได้เหมือนกัน)
3. ทาลงบนหัวสิว (ระวังอย่าให้เข้าตา) ทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น
TiPS
- ในกรณีที่คุณเป็นคนที่ผิวแพ้ง่าย หรือยังไม่แน่ใจว่าจะแพ้หรือเปล่า ให้ลองเทสต์กับท้องแขนก่อน ถ้ามีอาการแสบผิดปกติ
ให้ล้างออกทันทีและไม่ควรใช้กับผิวหน้า
- กรด' ในมะเขือเทศ จะช่วยทำความสะอาดรูขุมขน และลดการเกิดสิว
สูตรรักษาฝ้า
คั้นน้ำมะขามเปียก ให้ค่อนข้างใสสักหน่อย ตั้งไฟอ่อน รอจนสุกจึงใส่น้ำผึ้งลงไปคนให้เข้ากัน ขั้นตอนนี้ต้องทำพร้อมกัน คือมือหนึ่งเท
อีกมือก็คนให้ทั่ว นำมาทาหน้าวันละ 1 ชั่วโมง ช่วยรักษาฝ้า และทำให้ผิวหน้านวลใสขึ้นค่ะ
สูตร Cleanser สำหรับทุกสภาพผิว
โยเกิร์ต 1/2 ถ้วย
น้ำมันดอกทานตะวัน 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 1 1/2ช้อนโต๊ะ (คั้นสด ๆ )
นำส่วนผสมทั้งหมด มาผสมให้เข้ากัน พอกให้ทั่วหน้าทุกเช้าและก่อนนอนแล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยทำความสะอาดผิวหน้า
ได้อย่างล้ำลึกและบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอีกด้วยค่ะ
สูตรมาร์คสิวเสี้ยน
ถั่วเขียวต้ม 2 ช้อนโต๊ะ
สตรอเบอร์รี่ผลโต 2 ผล (ผลเล็ก 4 ผล)
นมเปรี้ยว 1/2 ช้อนโต๊ะ
1. ต้มถั่วเขียวให้สุกกำลังดี แล้วตักใส่ถ้วยใบเล็กๆ ไว้
2. ใช้น้ำอุ่นๆ ล้างหน้าให้สะอาดด้วยสบู่หรือโฟมล้างหน้า เช็ดซับหน้าให้แห้งด้วยผ้าขนหนูนุ่มๆ ใช้หมวกคลุมผมสำหรับอาบน้ำคลุมศีรษะไว้ หรือใช้ที่คาดผมเพื่อเก็บเส้นผมไม่ให้หล่นปรกใบหน้า
3. ใช้ช้อน หรือส้อมบดๆ ยีๆ ถั่วเขียวต้มสุกและสตรอเบอร์รี่ให้ละเอียด นำทั้ง 2 มาผสมกัน ตีๆ ยีๆ ให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน เติมนมเปรี้ยวผสมลงไป 1 ช้อนชาครึ่ง หรือ 1/2 ช้อนโต๊ะ ถ้ามีเครื่องปั่นให้ปั่นถั่วเขียวต้ม และสตรอเบอร์รี่ และนมเปรี้ยวพร้อมๆ กัน แต่ไม่ต้องให้ละเอียดมากนัก
4. นำส่วนผสมที่ได้มา ทาให้ทั่ว ผิวหน้า เว้นรอบๆ ริมฝีปากและรอบดวงตาไว้ พอกทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที และล้างทำความสะอาดหน้าด้วยน้ำอุ่นๆ กับสบู่หรือโฟมล้างหน้า
TiPS
สูตรนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสิวเสี้ยน กระ ฝ้า จุดด่างดำ ริ้วรอยต่างๆ ที่เป็นรอยยับย่น มาร์คสูตรนี้ช่วยให้ใบหน้าขาวนวล เกลี้ยงเกลา
ใสสะอาดอย่างน่าอัศจรรย์ หมั่นทำเป็นประจำทุกๆ วันกันนะคร๊า
สูตรมาร์คหน้าเพื่อผิวกระชับ
มันฝรั่งป่น 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำอุ่น
1. เทน้ำอุ่นช้าๆ ลงในถ้วยที่ใส่มันฝรั่งป่นและคนให้เข้ากันจนข้น
2. ก่อนมาส์กหน้าให้ใช้ครีม หรือน้ำมันเบบี้ออยล์เล็กน้อยทาใบหน้าบางเบาให้ทั่ว จากนั้นใช้พู่กันจุ่มมันฝรั่งข้นทาทั้งใบหน้าและลำคอ
(ยกเว้นรอบดวงตาและลำคอด้านหลัง)
3. ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ใช้ผ้าอุ่นชื้นประคบใบหน้าให้มาส์กอ่อนตัว(จนกว่ามันฝรั่งจะนิ่ม) แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น
TiPS
การมาส์กหน้าด้วยมันฝรั่งป่นจะช่วยกระชับรูขุมขน ทำให้เลือดไหลเวียนดีและทำให้ผิวกระชับเต่งตึง แต่จะทำให้ผิวแห้ง ดังนั้นจึงไม่ควรมาส์กหน้า
ด้วยมันฝรั่งบ่อยเกินไป
สูตรขัดผิว (เค้าว่า...เป็นสูตรของป้าศรีเวียงค่ะ)
นมผง 3 ช้อนโต๊ะ
* นมผงก็ใช้นมผงสำหรับชงให้ทารกดื่ม ที่มีขายทั่วไปนะคะ ซื้อแบบซองขนาดเล็กสุดมาก็ได้ เพราะน่าจะใช้ได้นานมาก
ผงขัดตัว 2 ช้อนโต๊ะ
* ผงขัดตัว เราใช้ผงขมิ้นขัดตัว ที่มีอยู่แล้ว เป็นแบบกระปุกๆ ละ 30 บาท
น้ำมะนาว
* น้ำมะนาว ปริมาณน่าจะเริ่มจากน้อยๆ ก่อนนะคะ เพื่อว่าเวลาทาจะได้ไม่แสบ ถ้าทำไปแล้วรู้สึกเฉยๆ ก็เพิ่มประมาณได้ค่ะ
สำหรับเราใช้ครั้งแรกครึ่งลูก ก็ไม่แสบ คราวหน้าจะลองใส่หนึ่งลูกดู
น้ำเปล่า
1. ผสมนมผงกับผงขัดตัวให้เข้ากัน ใส่น้ำมะนาว และเติมน้ำเปล่าทีละน้อย และผสมให้เข้ากันเป็นเนื้อโคลน
2. เสร็จแล้วก็ทาเลยค่ะ ทาทั้งแขน ทั้งขา (แนะนำว่าทำในห้องน้ำดีกว่า จะได้ไม่เลอะเทอะ) อย่าทาหนาเกินไป ตอนขัดจะขัดยาก
ทิ้งไว้ให้หมาดเกือบแห้ง
3.แล้วก็ใช้ฝ่ามือนี่แหละคะ ขัด ขัด ขัด เข้าไป บางคนอาจะขี้ไคลหลุดออกมา ก็อย่าตกใจละคะ มันจะหลุดออกมาเป็นก้อนๆ ผงๆ
ก็ขัดให้ทั่วบริเวณที่ทาไว้
....หลังจากขัดเสร็จจะรู้สึกว่าผิวลื่นขึ้น มันเงาขึ้น เสร็จแล้วก็ทาครีมบำรุงทั้งตัว..เรียบร้อยค่า
สูตรแอสไพริน(ยอดนิยม)
แอสไพริน แบบที่ไม่เคลือบเม็ด 5-6 เม็ด
โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1-2 ช้อนโต๊ะ (กะให้พอกับการพอกหน้าเรา)
น้ำผึ้ง
นำแอสไพรินมาบดให้ละเอียด แล้วเอาไปผสมกับโยเกิร์ต เอาน้ำผึ้งใส่นิดหน่อย คนให้เข้ากัน แล้วก็เอามาพอกหน้า ทิ้งไว้ 10-15 นาที
พอแห้งก็ล้างออกด้วยน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จากนั้นซับหน้าให้แห้ง
TiPS
สูตรนี้เหมาะสำหรับผิวหน้ามันมากค่ะ (จะใช้แอสไพรินบดอย่างเดียวก็ได้ค่ะ โดยใช้น้ำสะอาดเหยาะๆ ลงไปพอให้ข้น แล้วพอกหน้าได้เลย)
สูตรนี้เวิร์คสุดๆ ค่ะ
สูตรกำจัดขน (แว็กซ์ทำเอง)
น้ำตาล 4 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
1. ผสมส่วนผสมทั้งสองเข้าด้วยกัน ตั้งไฟอ่อน คนไปเรื่อยจนส่วนผสมกลายเป็นสีเหลืองทอง ยกออกจากเตาแต่ต้องคนต่อไปเรื่อยๆ จนข้นเหนียว มีสีสันและความหนืดดั่งน้ำผึ้ง ปล่อยให้แวกซ์เย็นลง หากเข้มข้นมากเกินไปจนแข็งกลายเป็นคาราเมล ให้เติมน้ำมะนาวลงไปอีก
2. ตัดผ้าฝ้ายเป็นแผ่นยาว ใช้มีดปาดแวกซ์ทาบริเวณที่ต้องการกำจัดขนไปในทิศทางเดียวกับที่ขนขึ้น (ทาลง) จากนั้นใช้แผ่นผ้าปิดบริเวณที่ทาให้แน่นแล้วดึงขึ้นในทิศทางที่สวนกับการทา แรกๆ อาจจะรู้สึกเจ็บเล็กน้อยแต่ทำไปเรื่อยก็จะชิน
3. เปลี่ยนผ้าแถบผืนใหม่เมื่อแวกซ์ติดขนหนาหลายชั้น สามารถใช้แวกซ์นี้บริเวณแขน ขา รักแร้ (ซึ่งอาจจะต้องให้คนใกล้ชิดช่วยทำ) สำหรับใบหน้าควรระวังที่สุด เพราะไม่ควรดึงทึ้งผิวที่อ่อนแอและบอบบาง ทั้งน้ำตาลและมะนาวต่างช่วยให้ผิวนุ่มเนียน การทำแวกซ์อาจทำให้เกิดขนคุดได้ ควรขัดผิวอย่างเบาๆ ด้วยหินขัดตัวระหว่างอาบน้ำจะช่วยลดขนคุดได้
TiPS
สูตรมหารานีแห่งอินเดีย ปกติขนตามเรียวขาจะงอกขึ้นมาใหม่ภายใน 6 สัปดาห์ วันเวลาที่ผ่านมาไปเมื่อแวกซ์ขนบ่อยๆ
รากก็จะอ่อนแอไม่เจริญเติบโต สำหรับสูตรแวกซ์ทำเองนี้จะมีจำนวนมากเพียงพอสำหรับขาทั้งสองข้างหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับจำนวนของน้ำมะนาว
อากาศ ความชุ่มชื่นของน้ำตาลและระดับความร้อนที่ใช้
สูตรสาหร่ายทะเล
ว่านหางจระเข้ 2 ใบ
สาหร่ายทะเล(ปริมาณพอควร)
1. นำว่านหางจระเข้มาล้างน้ำให้สะอาดหั่นเอาเฉพาะวุ้นใสๆข้างใน จากนั้นเป็นชิ้นเล็กๆ
2. นำมาปั่นรวมกับสาหร่ายทะเลที่แช่น้ำจนนิ่มและหมดสิ่งสกปรกจนละเอียดรวมเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้เนื้อครีมข้นและเหนียว
3. นำมาพอกกับหน้าที่สะอาดแล้วก่อนเข้านอน โดยพอกทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาทีจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด
TiPS
ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง จะรู้สึกว่าผิวหน้าสดชื่นและเต่งตึงขึ้นด้วยภายในเวลาไม่ถึงเดือน
สูตรสครับขัดผิว
ผงสมุนไพรที่มีส่วนผสมของขมิ้นไพร และการบูร
น้ำผึ้งแท้
น้ำมะขามเปียก
โยเกิร์ตรสธรรมชาติ
1. ผสมผงสมุนไพรกับน้ำผึ้งใน+++ส่วนที่พอเหมาะ เติมน้ำมะขามลงไปนิดหน่อย แล้วนำส่วนผสมดังกล่าวมาขัดตัว 10-15 นาที ล้างออก
2. หลังจากล้างด้วยน้ำสะอาดแล้วพอกตัวด้วยโยเกิร์ตทิ้งไว้อีกประมาณ 15-20 นาที
ผงสมุนไพรจะช่วยบำรุงผิวพรรณ น้ำผึ้งและโยเกิร์ตช่วยให้ผิวเนียนนุ่มและกระชับขึ้น น้ำมะขามมี AHA ช่วยผลัดเซลล์ผิวทำให้ผิวขาวขึ้นและลดจุดด่างดำ
TiPS
หลังใช้น้ำมะขามขัดตัวแล้ว ช่วงแรกๆ ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดเพราะผิวจะไวต่อแสง เป็นสาเหตุให้เกิดเม็ดกระได้ง่ายนะคร๊ะ
สูตรลอกสิวเสี้ยน
- ไข่ขาว
- พิมเสน
- สำลี ชนิดแผ่น
นำไข่ไก่เอาแต่ไข่ขาว ใส่ด้วย ใส่พิมเสนลงไปนิดหน่อยมันจะดับกลิ่นคาว แล้วทำให้หน้าเย็นๆ แต่อย่าใส่เยอะนะ (เดี๋ยวจะเย็นจนทนไม่ไหว อิอิ)
คนให้เข้ากัน ลอกสำลีให้บางๆ จากนั้นก็เอาไข่ขาวที่เตรียมไว้ทาหน้ารอบนึง แปะทับด้วยสำลี เสร็จแล้วทาไข่ขาวทับสำลีให้ชุ่ม ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งสนิท
แล้วลอกจากคางขึ้นมาแล้วล้างออก แล้วทีนี้สังเกตุที่สำลีที่ลอกออกมาดูดิ อืม...มันชั่งเยี่ยมไปเลย
สูตรผิวนุ่ม
Baby Oil
เกลือ ปรุงทิพย์
นำทั้ง 2 อย่างมาผสมกันถ้าต้องการให้สครับเยอะ ๆ ก็ใส่เกลือปรุงทิพย์ไปเยอะ ๆ นะคะ หลังจากอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายแล้ว
ก้อขัดให้ทั่วตัวเลยค่ะ ขัดวน ๆ ทิ้งไว้สัก 5 - 10 นาที ค่ะ ทำอาทิตย์ละ 2 ครั้ง (ถ้าใครผิวมันทำอาทิตย์ละครั้งก็ได้ค่ะ) ผิวจะนุ่มขึ้นค่ะ
ที่มา : พันทิพย์
1. นำส้มเขียวหวาน (เท่านั้นนะคะ) มาล้างให้สะอาด แล้วปอกเปลือก จากนั้นผ่าตามขวาง
แล้วแคะเมล็ดออกจนหมด
2. ใช้ส่วนของเกร็ดส้มขัดเป็นวงกลมเบาๆ โดยไม่ต้องใช้แรงกด (ถ้ากดแรงไปจะทำให้ผิวมีริ้วรอยได้ง่าย) พอให้ผิวส้มสัมผัสกับผิวเรา เป็นอันใช้ได้ค่ะ
3. ขัดเบาๆ ประมาณ 15 นาที แล้วทิ้งให้น้ำส้มที่อยู่บนใบหน้าหรือลำตัว แห้ง แล้วค่อยล้างออกด้วยน้ำเย็นจัด
- ทำเป็นประจำ สัปดาห์ละครั้ง เท่านี้ผิวก็จะผุดผ่อง เพราะส้มมี ViT C ที่ช่วยฟื้นฟูสภาพผิว และช่วยให้เม็ดสี จุดด่างดำ ดูจางลงด้วย
- เปลือกส้ม สามารถนำมาหั่นเป็นเส้น แล้วนำไปตากแดดจนแห้ง นำมาใช้เป็นยาจุดกันยุงได้อีกด้วยค่ะ
สูตรเพื่อผิวขาวกระจ่างใสขึ้น
ผงขมิ้น + โยเกิร์ตรสธรรมชาติ
หลังจากถูสบู่ ให้นำผงขมิ้นที่ผสมกับโยเกิร์ตแล้ว มาทาให้ทั่วตัว ระหว่างทาก็นวดไปด้วย ค่อยๆ ทาวนเป็นวงกลมจนทั่ว
ทิ้งไว้ 5-10 นาที จากนั้นใช้ใยบวบหรือที่ขัดตัว ผสมครีมอาบน้ำให้เกิดฟองนิดหน่อย แล้วเริ่มขัดทั้งตัวพร้อมกับผงขมิ้น&โยเกิร์ต
ที่ยังไม่ได้ล้าง โดยขัดจากปลายเท้าขึ้นมาจนทั่วตัว > ล้างน้ำออก จากนั้นทาโลชั่นตามทันที
ทำ 3 วัน/ครั้ง หรือสัปดาห์ละครั้ง ผิวจะค่อยๆใส และขาวขึ้นเจ้าค่ะ
สูตรเพื่อผิวขาวกระจ่างใส (ฉบับเจ้าสาว)
มะขาม + ผงขมิ้น + นมสด + เกลือ
1. ผสมส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกัน ขัดเบาๆ ประมาณ 5-10 นาที แล้วล้างออก
2. พอกด้วยส่วนผสมที่ 2 (ผงขมิ้น + นมสด + ทานาคาหรือดินสอพอง) ประมาณ 10-15 นาที แล้วล้างออกทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งค่ะ ผิวจะสว่างใสและขาวขึ้นภายใน 1 เดือน
สูตรเพื่อผิวขาว(ฉบับเจ้าสาว) Version 2
ไพล + นมผงสำหรับเด็กทารก (Ext: เอส26 หรือ เนสเล่)
นำไพลและนมผงมาบดผสมให้เข้ากัน (จะผสมขมิ้นลงไปด้วยก็ได้ค่ะ) แล้วนำมาขัดผิวเวลาอาบน้ำ โดยล้างสบู่ให้สะอาดก่อน แล้วขัดเบาๆ ใช้บวบขัดผิว หรือแปรงที่ขนนุ่ม ๆ ก็ได้ค่ะ รับรองผลชัวร์ ๆ ผิวจะสะอาดเนียนและนุ่มมาก ๆ ค่ะ
สูตรสมานผิว (แสนจะง่าย)
หลังล้างหน้า นำน้ำผึ้งแท้ล้วนๆ มาทาหน้าให้ทั่ว แล้วทิ้งไว้ไม่น้อยกว่า 10 นาทีค่ะ จากนั้นล้างน้ำออกและบำรุงผิวตามปกติ
TiPS
ใช้ได้ดีกับผิวแพ้ง่ายและผิวที่อักเสบจากการแพ้ เพราะน้ำผึ้งเป็นตัวประสานผิวที่ดี ช่วยทำให้ผิวหน้าเนียนขึ้น สิวผดต่างๆ จะหายไป
หน้าไม่เป็นขุย เวลาเป็นแผลสด ทำท่าจะมีหนองก็ให้เอาน้ำผึ้งทาทิ้งไว้ หนองจะไม่มีและแผลก็จะแห้งเร็วด้วยค่ะ
สูตรสำหรับผิวหมองคล้ำ
ขมิ้น + มะขามเปียก
1. นำมะขามเปียกลงขยำในน้ำอุ่น ใช้กะปริมาณให้ทั่วผิวกาย (1-2 ฝักกับน้ำอุ่นเล็กน้อย) ให้น้ำมะขามมีลักษณะข้นๆ
2. ละลายผงขมิ้นลงไป ประมาณ 1/4 - 1/2 ช้อนชา (ระวังอย่าให้มากไปนะคะ มิเช่นนั้นอาจกลายเป็นสาวดีซ่าน ไปซะอีก..อิอิ)
3. คนๆให้เข้ากันค่ะ นำส่วนผสมที่ได้มาพอกผิว อาจใช้ใยบวบขัดผิวเบาๆ ไปด้วย ทิ้งไว้จนแห้งแล้วค่อยล้างออกค่ะ
สูตรสำหรับผิวแห้ง
น้ำมันมะกอก + เกลือ + ผลสตรอว์เบอรี่สด
1. ผสมน้ำมันมะกอกกับเกลือ (ควรใช้เกลือเม็ดเล็กๆ หรือเม็ดที่ไม่คม ไม่หยาบจนเกินไปค่ะ เดี๋ยวมันจะบาดผิวเรา) เข้าด้วยกัน
2. ใส่สตรอว์เบอรี่ที่ใช้ช้อนบี้ๆ บดๆ จนเละแล้วลงไป
3. คนๆ ให้เข้ากัน ใช้เป็นสครับสำหรับขัดผิวกาย เพื่อให้ความชุ่มชื้น ทำให้ผิวสดใส และเต่งตึงขึ้นด้วยค่ะ
สูตรเพื่อผิวเนียน
ว่านหางจรเข้ 2 ใบ(ใบใหญ่) + ใบชะพลู 10 ใบ + ไข่ไก่ 1 ฟอง
นำว่านหางจรเข้มาปอกเปลือกแล้วล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จากนั้นนำใบชะพลูที่ล้างสะอาดแล้ว มาหั่นหยาบๆ
แล้วนำส่วนผสมทั้ง 2 อยางลงเครื่องปั่น ใส่ไข่ไก่ลงไป...
ปั่นจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วพอกหน้าทิ้งไว้ 10-15 นาที ล้างออก ผิวหน้าจะเนียน ลื่นขึ้นค่ะ
สูตรลดริ้วรอย
เนื้อมะละกอสุก + เนื้อฝรั่ง
1. นำเนื้อมะละกอและฝรั่งมาปั่นรวมกัน (อาจเติมนมสดหรือโยเกิร์ตรสธรรมชาติลงไปด้วยนิดหน่อย) ปั่นให้พอเละ ๆ ค่ะ
2. นำส่วนผสมที่ได้มาพอกหน้าทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออก
TiPS
สูตรนี้ไม่เหมาะกับผิวแพ้ง่ายนะคะ เพราะมะละกอมันจามียาง อ่ะค่ะ
สูตรสำหรับผิวธรรมดา/ผิวมัน
เนื้อแตงกวา (ปั่นแยกน้ำ) 1 ถ้วย
โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
เมล็ดงา 1 ช้อนชา
จมูกข้าวสาลี 2 ช้อนโต๊ะ
นำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าจนเป็นเนื้อเดียวกัน นำมาทาผิวในลักษณะวนเป็นวงกลม เมื่อส่วนผสมใกล้แห้ง ค่อยๆ ขัดออกเบาๆ
เพื่อขจัดเซลล์ผิวเก่าออก แล้วล้างตัวด้วยน้ำอุ่น
สูตรไข่ กระชับผิว กระชับรูขุมขน
1. ล้างหน้าด้วยน้ำนม ช่วยกระตุ้นให้ผิวสดชื่น กระชุ่มกระชวย
2. ตอกไข่ใส่ชาม แยกส่วนไข่ขาวและไข่แดง ใช้เฉพาะไข่ขาว ทาบนใบหน้า (ถ้าคุณเป็นคนผิวแห้ง ให้ผสมไข่แดงลงไปเล็กน้อย)
ทิ้งไว้ 10 นาที ล้างออก ด้วยน้ำอุ่น
3. ปิดท้ายด้วยมอยส์เจอร์ไรเซอร์บำรุงผิว
TiPS
ช่วยกระชับผิว กระชับรูขุมขน เฉกเช่นเดียวกับ โทนนิ่งโลชั่น
สูตรการทำ Tropical Fruit Mask
น้ำสัปปะรดคั้นสด 1 ถ้วย
มะละกอสไลด์สด 1/2 ถ้วย
น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ
1. นำน้ำสัปปะรดและมะละกอ คนๆ เข้ากันให้ละเอียด เติมน้ำผึ้งเพิ่มลงไป
2. ล้างหน้าให้สะอาด ซับหน้าให้แห้ง เอาส่วนผสมทาให้ทั่วหน้าและลำคอ ทิ้งไว้ 5 นาที (ถ้าผิวแพ้ง่าย 2-3 นาทีก็พอจ้า)
3.ล้างออกด้วยน้ำเย็น ตามด้วยมอยซ์เจอร์บำรุงผิว
TiPS
- ควรทำมาสก์นี้ไม่เกิน 1 ครั้งต่ออาทิตย์นะคร๊ะ
- ผลไม้อุดมไปด้วย AHA ทำให้เส้นสกุนาบาทา (เท้ากา) จางลงได้ด้วย เพราะมีเอนไซม์จากธรรมชาติ ช่วยขจัดผิวที่เสีย
เมื่อผสมกับน้ำผึ้ง ทำให้ผิวนุ่มขึ้น
สูตรสู้สิว ฉบับแสนง่าย
1. ปอกเปลือกมะเขือเทศ ฝานเป็นแผ่นๆ เอาเมล็ดออก
2. นำไปปั่นให้ละเอียด (ถ้าไม่มีเครื่องปั่น จะใช้วิธีขยำจนกระทั่งเนื้อมะเขือเทศเละ ไม่จับเป็นก้อน ก็ใช้ได้เหมือนกัน)
3. ทาลงบนหัวสิว (ระวังอย่าให้เข้าตา) ทิ้งไว้ 10-15 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น
TiPS
- ในกรณีที่คุณเป็นคนที่ผิวแพ้ง่าย หรือยังไม่แน่ใจว่าจะแพ้หรือเปล่า ให้ลองเทสต์กับท้องแขนก่อน ถ้ามีอาการแสบผิดปกติ
ให้ล้างออกทันทีและไม่ควรใช้กับผิวหน้า
- กรด' ในมะเขือเทศ จะช่วยทำความสะอาดรูขุมขน และลดการเกิดสิว
สูตรรักษาฝ้า
คั้นน้ำมะขามเปียก ให้ค่อนข้างใสสักหน่อย ตั้งไฟอ่อน รอจนสุกจึงใส่น้ำผึ้งลงไปคนให้เข้ากัน ขั้นตอนนี้ต้องทำพร้อมกัน คือมือหนึ่งเท
อีกมือก็คนให้ทั่ว นำมาทาหน้าวันละ 1 ชั่วโมง ช่วยรักษาฝ้า และทำให้ผิวหน้านวลใสขึ้นค่ะ
สูตร Cleanser สำหรับทุกสภาพผิว
โยเกิร์ต 1/2 ถ้วย
น้ำมันดอกทานตะวัน 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 1 1/2ช้อนโต๊ะ (คั้นสด ๆ )
นำส่วนผสมทั้งหมด มาผสมให้เข้ากัน พอกให้ทั่วหน้าทุกเช้าและก่อนนอนแล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยทำความสะอาดผิวหน้า
ได้อย่างล้ำลึกและบำรุงผิวให้ชุ่มชื้นอีกด้วยค่ะ
สูตรมาร์คสิวเสี้ยน
ถั่วเขียวต้ม 2 ช้อนโต๊ะ
สตรอเบอร์รี่ผลโต 2 ผล (ผลเล็ก 4 ผล)
นมเปรี้ยว 1/2 ช้อนโต๊ะ
1. ต้มถั่วเขียวให้สุกกำลังดี แล้วตักใส่ถ้วยใบเล็กๆ ไว้
2. ใช้น้ำอุ่นๆ ล้างหน้าให้สะอาดด้วยสบู่หรือโฟมล้างหน้า เช็ดซับหน้าให้แห้งด้วยผ้าขนหนูนุ่มๆ ใช้หมวกคลุมผมสำหรับอาบน้ำคลุมศีรษะไว้ หรือใช้ที่คาดผมเพื่อเก็บเส้นผมไม่ให้หล่นปรกใบหน้า
3. ใช้ช้อน หรือส้อมบดๆ ยีๆ ถั่วเขียวต้มสุกและสตรอเบอร์รี่ให้ละเอียด นำทั้ง 2 มาผสมกัน ตีๆ ยีๆ ให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน เติมนมเปรี้ยวผสมลงไป 1 ช้อนชาครึ่ง หรือ 1/2 ช้อนโต๊ะ ถ้ามีเครื่องปั่นให้ปั่นถั่วเขียวต้ม และสตรอเบอร์รี่ และนมเปรี้ยวพร้อมๆ กัน แต่ไม่ต้องให้ละเอียดมากนัก
4. นำส่วนผสมที่ได้มา ทาให้ทั่ว ผิวหน้า เว้นรอบๆ ริมฝีปากและรอบดวงตาไว้ พอกทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที และล้างทำความสะอาดหน้าด้วยน้ำอุ่นๆ กับสบู่หรือโฟมล้างหน้า
TiPS
สูตรนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาสิวเสี้ยน กระ ฝ้า จุดด่างดำ ริ้วรอยต่างๆ ที่เป็นรอยยับย่น มาร์คสูตรนี้ช่วยให้ใบหน้าขาวนวล เกลี้ยงเกลา
ใสสะอาดอย่างน่าอัศจรรย์ หมั่นทำเป็นประจำทุกๆ วันกันนะคร๊า
สูตรมาร์คหน้าเพื่อผิวกระชับ
มันฝรั่งป่น 2 ช้อนโต๊ะ
น้ำอุ่น
1. เทน้ำอุ่นช้าๆ ลงในถ้วยที่ใส่มันฝรั่งป่นและคนให้เข้ากันจนข้น
2. ก่อนมาส์กหน้าให้ใช้ครีม หรือน้ำมันเบบี้ออยล์เล็กน้อยทาใบหน้าบางเบาให้ทั่ว จากนั้นใช้พู่กันจุ่มมันฝรั่งข้นทาทั้งใบหน้าและลำคอ
(ยกเว้นรอบดวงตาและลำคอด้านหลัง)
3. ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที ใช้ผ้าอุ่นชื้นประคบใบหน้าให้มาส์กอ่อนตัว(จนกว่ามันฝรั่งจะนิ่ม) แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำอุ่น
TiPS
การมาส์กหน้าด้วยมันฝรั่งป่นจะช่วยกระชับรูขุมขน ทำให้เลือดไหลเวียนดีและทำให้ผิวกระชับเต่งตึง แต่จะทำให้ผิวแห้ง ดังนั้นจึงไม่ควรมาส์กหน้า
ด้วยมันฝรั่งบ่อยเกินไป
สูตรขัดผิว (เค้าว่า...เป็นสูตรของป้าศรีเวียงค่ะ)
นมผง 3 ช้อนโต๊ะ
* นมผงก็ใช้นมผงสำหรับชงให้ทารกดื่ม ที่มีขายทั่วไปนะคะ ซื้อแบบซองขนาดเล็กสุดมาก็ได้ เพราะน่าจะใช้ได้นานมาก
ผงขัดตัว 2 ช้อนโต๊ะ
* ผงขัดตัว เราใช้ผงขมิ้นขัดตัว ที่มีอยู่แล้ว เป็นแบบกระปุกๆ ละ 30 บาท
น้ำมะนาว
* น้ำมะนาว ปริมาณน่าจะเริ่มจากน้อยๆ ก่อนนะคะ เพื่อว่าเวลาทาจะได้ไม่แสบ ถ้าทำไปแล้วรู้สึกเฉยๆ ก็เพิ่มประมาณได้ค่ะ
สำหรับเราใช้ครั้งแรกครึ่งลูก ก็ไม่แสบ คราวหน้าจะลองใส่หนึ่งลูกดู
น้ำเปล่า
1. ผสมนมผงกับผงขัดตัวให้เข้ากัน ใส่น้ำมะนาว และเติมน้ำเปล่าทีละน้อย และผสมให้เข้ากันเป็นเนื้อโคลน
2. เสร็จแล้วก็ทาเลยค่ะ ทาทั้งแขน ทั้งขา (แนะนำว่าทำในห้องน้ำดีกว่า จะได้ไม่เลอะเทอะ) อย่าทาหนาเกินไป ตอนขัดจะขัดยาก
ทิ้งไว้ให้หมาดเกือบแห้ง
3.แล้วก็ใช้ฝ่ามือนี่แหละคะ ขัด ขัด ขัด เข้าไป บางคนอาจะขี้ไคลหลุดออกมา ก็อย่าตกใจละคะ มันจะหลุดออกมาเป็นก้อนๆ ผงๆ
ก็ขัดให้ทั่วบริเวณที่ทาไว้
....หลังจากขัดเสร็จจะรู้สึกว่าผิวลื่นขึ้น มันเงาขึ้น เสร็จแล้วก็ทาครีมบำรุงทั้งตัว..เรียบร้อยค่า
สูตรแอสไพริน(ยอดนิยม)
แอสไพริน แบบที่ไม่เคลือบเม็ด 5-6 เม็ด
โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1-2 ช้อนโต๊ะ (กะให้พอกับการพอกหน้าเรา)
น้ำผึ้ง
นำแอสไพรินมาบดให้ละเอียด แล้วเอาไปผสมกับโยเกิร์ต เอาน้ำผึ้งใส่นิดหน่อย คนให้เข้ากัน แล้วก็เอามาพอกหน้า ทิ้งไว้ 10-15 นาที
พอแห้งก็ล้างออกด้วยน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น จากนั้นซับหน้าให้แห้ง
TiPS
สูตรนี้เหมาะสำหรับผิวหน้ามันมากค่ะ (จะใช้แอสไพรินบดอย่างเดียวก็ได้ค่ะ โดยใช้น้ำสะอาดเหยาะๆ ลงไปพอให้ข้น แล้วพอกหน้าได้เลย)
สูตรนี้เวิร์คสุดๆ ค่ะ
สูตรกำจัดขน (แว็กซ์ทำเอง)
น้ำตาล 4 ช้อนโต๊ะ
น้ำมะนาว 2 ช้อนโต๊ะ
1. ผสมส่วนผสมทั้งสองเข้าด้วยกัน ตั้งไฟอ่อน คนไปเรื่อยจนส่วนผสมกลายเป็นสีเหลืองทอง ยกออกจากเตาแต่ต้องคนต่อไปเรื่อยๆ จนข้นเหนียว มีสีสันและความหนืดดั่งน้ำผึ้ง ปล่อยให้แวกซ์เย็นลง หากเข้มข้นมากเกินไปจนแข็งกลายเป็นคาราเมล ให้เติมน้ำมะนาวลงไปอีก
2. ตัดผ้าฝ้ายเป็นแผ่นยาว ใช้มีดปาดแวกซ์ทาบริเวณที่ต้องการกำจัดขนไปในทิศทางเดียวกับที่ขนขึ้น (ทาลง) จากนั้นใช้แผ่นผ้าปิดบริเวณที่ทาให้แน่นแล้วดึงขึ้นในทิศทางที่สวนกับการทา แรกๆ อาจจะรู้สึกเจ็บเล็กน้อยแต่ทำไปเรื่อยก็จะชิน
3. เปลี่ยนผ้าแถบผืนใหม่เมื่อแวกซ์ติดขนหนาหลายชั้น สามารถใช้แวกซ์นี้บริเวณแขน ขา รักแร้ (ซึ่งอาจจะต้องให้คนใกล้ชิดช่วยทำ) สำหรับใบหน้าควรระวังที่สุด เพราะไม่ควรดึงทึ้งผิวที่อ่อนแอและบอบบาง ทั้งน้ำตาลและมะนาวต่างช่วยให้ผิวนุ่มเนียน การทำแวกซ์อาจทำให้เกิดขนคุดได้ ควรขัดผิวอย่างเบาๆ ด้วยหินขัดตัวระหว่างอาบน้ำจะช่วยลดขนคุดได้
TiPS
สูตรมหารานีแห่งอินเดีย ปกติขนตามเรียวขาจะงอกขึ้นมาใหม่ภายใน 6 สัปดาห์ วันเวลาที่ผ่านมาไปเมื่อแวกซ์ขนบ่อยๆ
รากก็จะอ่อนแอไม่เจริญเติบโต สำหรับสูตรแวกซ์ทำเองนี้จะมีจำนวนมากเพียงพอสำหรับขาทั้งสองข้างหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับจำนวนของน้ำมะนาว
อากาศ ความชุ่มชื่นของน้ำตาลและระดับความร้อนที่ใช้
สูตรสาหร่ายทะเล
ว่านหางจระเข้ 2 ใบ
สาหร่ายทะเล(ปริมาณพอควร)
1. นำว่านหางจระเข้มาล้างน้ำให้สะอาดหั่นเอาเฉพาะวุ้นใสๆข้างใน จากนั้นเป็นชิ้นเล็กๆ
2. นำมาปั่นรวมกับสาหร่ายทะเลที่แช่น้ำจนนิ่มและหมดสิ่งสกปรกจนละเอียดรวมเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้เนื้อครีมข้นและเหนียว
3. นำมาพอกกับหน้าที่สะอาดแล้วก่อนเข้านอน โดยพอกทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาทีจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด
TiPS
ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง จะรู้สึกว่าผิวหน้าสดชื่นและเต่งตึงขึ้นด้วยภายในเวลาไม่ถึงเดือน
สูตรสครับขัดผิว
ผงสมุนไพรที่มีส่วนผสมของขมิ้นไพร และการบูร
น้ำผึ้งแท้
น้ำมะขามเปียก
โยเกิร์ตรสธรรมชาติ
1. ผสมผงสมุนไพรกับน้ำผึ้งใน+++ส่วนที่พอเหมาะ เติมน้ำมะขามลงไปนิดหน่อย แล้วนำส่วนผสมดังกล่าวมาขัดตัว 10-15 นาที ล้างออก
2. หลังจากล้างด้วยน้ำสะอาดแล้วพอกตัวด้วยโยเกิร์ตทิ้งไว้อีกประมาณ 15-20 นาที
ผงสมุนไพรจะช่วยบำรุงผิวพรรณ น้ำผึ้งและโยเกิร์ตช่วยให้ผิวเนียนนุ่มและกระชับขึ้น น้ำมะขามมี AHA ช่วยผลัดเซลล์ผิวทำให้ผิวขาวขึ้นและลดจุดด่างดำ
TiPS
หลังใช้น้ำมะขามขัดตัวแล้ว ช่วงแรกๆ ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดเพราะผิวจะไวต่อแสง เป็นสาเหตุให้เกิดเม็ดกระได้ง่ายนะคร๊ะ
สูตรลอกสิวเสี้ยน
- ไข่ขาว
- พิมเสน
- สำลี ชนิดแผ่น
นำไข่ไก่เอาแต่ไข่ขาว ใส่ด้วย ใส่พิมเสนลงไปนิดหน่อยมันจะดับกลิ่นคาว แล้วทำให้หน้าเย็นๆ แต่อย่าใส่เยอะนะ (เดี๋ยวจะเย็นจนทนไม่ไหว อิอิ)
คนให้เข้ากัน ลอกสำลีให้บางๆ จากนั้นก็เอาไข่ขาวที่เตรียมไว้ทาหน้ารอบนึง แปะทับด้วยสำลี เสร็จแล้วทาไข่ขาวทับสำลีให้ชุ่ม ปล่อยทิ้งไว้ให้แห้งสนิท
แล้วลอกจากคางขึ้นมาแล้วล้างออก แล้วทีนี้สังเกตุที่สำลีที่ลอกออกมาดูดิ อืม...มันชั่งเยี่ยมไปเลย
สูตรผิวนุ่ม
Baby Oil
เกลือ ปรุงทิพย์
นำทั้ง 2 อย่างมาผสมกันถ้าต้องการให้สครับเยอะ ๆ ก็ใส่เกลือปรุงทิพย์ไปเยอะ ๆ นะคะ หลังจากอาบน้ำทำความสะอาดร่างกายแล้ว
ก้อขัดให้ทั่วตัวเลยค่ะ ขัดวน ๆ ทิ้งไว้สัก 5 - 10 นาที ค่ะ ทำอาทิตย์ละ 2 ครั้ง (ถ้าใครผิวมันทำอาทิตย์ละครั้งก็ได้ค่ะ) ผิวจะนุ่มขึ้นค่ะ
ที่มา : พันทิพย์
สูตรพอกหน้าใส วิ๊งงงงง
การพอกหน้าเป็นการช่วยบำรุงผิวหน้า เป็นวิธีทำให้หน้าขาวใสที่ช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้กับผิวหน้าได้เป็นอย่างดี หลักของการพอกหน้าก็ง่ายๆ คือหาส่วนผสมโน่นนิด นี่หน่อยมาผสมผสานกัน แล้วก็มาทาให้ทั่วใบหน้า แล้วก็ทิ้งไว้ประมาณ 15-30 นาทีแล้วก็ล้างออก ประเด็นอยู่ที่ว่าจะเอาอะไรมาผสมกันให้ได้สูตรพอกหน้าใสที่ลงตัวมากที่ วันนี้มีสูตรพอกหน้าหลายสูตรมาให้ลองกัน
วิธีพอกหน้าใสด้วยโยเกิร์ต เป็นวิธีการทำให้หน้าใสทีง่ายมากๆ แค่นำโยเกิร์ตรสชาติดั้งเดิม(ไม่ต้องผสมวุ้นมะพร้าวก็ได้นะครับ) มาทาให้ทั่วใบหน้า แล้วก็ทิ้งไว้ 15-20 นาทีแล้วก็ล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำสัปดาห์ละ 3 ครั้ง หรือจะทำวันเว้นวันก็ได้(ถ้าขยัน) หลังจากทำจะสังเกตการเปลี่ยนแปลงบนใบหน้าคือ หน้าเราจะขาวและเรียบเนียนขึ้น อีกทังยังนุ่มขึ้นอีกด้วย เพราะในโยเกิร์ตมีแลคโตซิรัสที่ช่วยกำจัดแบคทีเรีย และมี AHA ที่ช่วยผลัดเซลผิวยังไงล่ะ
วิธีพอกหน้าใสด้วยดินสอพอง โดยนำดินสอพองมาผสมกับมะขามเปียก คนให้เป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นก็เอาทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที ถึงเวลาก็ล้างออกให้สะอาด ก็จะได้ใบหน้าที่ขาวใสกันแล้ว
วิธีพอกหน้าด้วยไข่ขาว นำไข่ไก่หรือไข่เป็ด มาตอกลงในถ้วยและแยกไข่แดงออกจากไข่ขาว จากนั้นตีไข่ขาวที่ได้ให้เป็นฟอง และนำมาชะโลมให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที หน้าของเราก็จะแห้งตึง แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด อย่าลอกหน้าด้วยไข่ขาวเป็นอันขาดเพราะจะเป็นการทำลายผิวหน้าอย่างรุนแรง จะยิ่งทำให้ผิวเกิดระคายเคืองมากขึ้น
วิธีพอกหน้าด้วยมะเขือเทศ นำมะเขือเทศสุกมาหั่นให้เป็นชิ้นพอประมาณ จากนั้นนำมาทาถูให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10 นาที แล้วใช้สำลีชุบน้ำเช็ดออก จากนั้นจึงล้างหน้าตามปกติ ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง จะเป็นการช่วยผลัดเซลผิวที่ตายแล้วออก แล้วสร้างผิวใหม่ขึ้นมาทดแทนได้เร็วขึ้น ผิวที่สร้างใหม่ก็จะขาวใสดูมีชิวิตชีวา
เป็นยังไงบ้างกับวิธีทำให้หน้าใสด้วยการพอกหน้า 4 สูตร 4 สไตล์ ที่ได้นำเสนอมา น่าสนใจใช่มั๊ยล่ะ ถ้าน่าสนก็อย่าลืมนำไปทดลองใช้กันดูดูว่าสูตรไหนที่เหมาะกับใบหน้าสวยๆของเรามากที่สุด อ้อ!ลืมไปก่อนที่จะพอกหน้าให้ล้างหน้าให้สะอาดก่อนนะ จะได้พอกหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น หน้าจะได้สวยใสกันถ้วนหน้าไง อิอิ ^^
10 สูตรวิธีรักษาสิวและทำให้หน้าใส ด้วยขมิ้นชัน
มารู้จัก ขมิ้น กันเถอะ
“ขมิ้นชัน” เป็นพืชสมุนไพร และประโยชน์ของขมิ้นชันกับผิวนั้นไม่ได้แค่ต่อต้านหรือลดการอักเสบหรือรักษาสิวเท่านั้น แต่ยังใช้ทาผิวที่มีผดผื่นคัน ผงขมิ้นใช้ทาตัวเพื่อให้มีสีผิวกระจ่างขึ้นด้วยเมื่อใช้เป็นประจำและช่วยฆ่าเชื้อ ที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังบางชนิดยังช่วยบำรุงให้สีผิวกระจ่างขึ้นด้วยเมื่อใช้เป็นประจำ ขมิ้นชันได้รับการยอมรับว่าช่วยลดการอักเสบและลดการระคายเคืองเมื่อนำมาใช้กับผิว อย่างที่รู้กันว่าสิวนั้นเกิดจากแบคทีเรีย P.acne ที่ทำให้เกิดการอักเสบหรือบวมแดงที่เราเห็น ซึ่งก็ได้มีการวิจัยว่าขมิ้นชันสามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียตัวนี้ได้และสามารถผสมใช้ร่วมกับNeem oil, Tea Tree oil เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น ยังมีการวิจัยอื่นที่บอกอีกว่าขมิ้นชันช่วยปรับสภาพผิวเพื่อให้ผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้น ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ทำให้ไม่แปลกใจเลยที่มีการผสมขมิ้นชันในเครื่องสำอางที่ขายตามท้องตลาดมากมาย
สูตรวิธีรักษาสิวและทำให้หน้าใส
1 สูตรขมิ้นสด + ดินสอพอง + น้ำมะนาว
สูตรนี้ช่วยบำรุง: ผิวหน้าให้ผุดผ่องสดใสอ่อนวัย และช่วยให้สิวยุบเร็ว
ส่วนผสม
ขมิ้นสด (เล็กน้อย)
ดินสอพอง 2-3 เม็ด
มะนาว 1 ผล
วิธีทำ
นำขมิ้นสดมาล้างน้ำให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ปั่นรวมกับดินสอพองและมะนาว จนละเอียดรวมเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้เนื้อครีมข้นและเหนียวใช้สำหรับนำมาพอกกับหน้าที่สะอาดแล้วก่อนเข้านอน โดยพอกทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะรู้สึกผิวหน้าสดชื่นและเต่งตึงขึ้นด้วย ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 3 - 4 ครั้งภายในเวลาไม่ถึงเดือนจะสังเกตเห็นว่าผิวหน้าดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงจนสามารถสังเกตได้มะนาว จะทำให้ผิวนวลเนียนขึ้นสามารถสัมผัสได้ และเมื่อผสมรวมกันกับผักแว่น ก็จะยิ่งทำให้ผิวหน้าดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
2 สูตรดินสอพองผสมน้ำมะนาว หรือน้ำมะขามเปียก
สูตรนี้ช่วยบำรุง: เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวมัน รูขุมขนกว้าง และมีสิวเสี้ยน สูตรนี้สามารถเปลี่ยนจากน้ำมะนาวมาเป็นน้ำมะขามเปียกก็ได้ค่ะ
ผลที่ได้ : จะช่วยให้ผิวหน้าเนียนนุ่มขึ้น รูขุมขนกระชับ และความมันลดลง ให้ผลเร็ว 1-3 วันเห็นผลแน่นอน สิวแห้ง ยุบลง
ส่วนผสม
ดินสอพองสะตุ 3 - 4 เม็ดใหญ่
น้ำมะนาว 2 ช้อนชา
วิธีทำ
นำดินสอพองสะตุมาบดละเอียดด้วยภาชนะที่สะอาด ผสมน้ำมะนาวลงไป คนให้เข้ากัน (มันจะกลายเป็นครีมข้นๆ)
ดินสอพองจะพองตัวขึ้นและมีฟองอากาศ นั่นเพราะดินสอพองกำลังทำปฏิกิริยากับกรดในน้ำมะนาวนั่นเอง
จากนั้นทาครีมดินสอพองจนทั่วใบหน้ายกเว้นรอบดวงตา หรือจะแต้มเฉพาะตรงที่หัวสิวก็ได้ค่ะ ทิ้งไว้ 15 - 20 นาทีหรือจะทาก่อนนอนทิ้งไว้จนเช้าก็ได้
วิธีล้าง
ให้ล้างด้วยน้ำอุ่น แล้วใช้ผ้าเช็ดเบา ๆ บริเวณที่มีสิวเสี้ยน
จากนั้นล้างอีกครั้งด้วยน้ำเย็นเพื่อกระชับรูขุมขน
ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง
3 สูตรผงขมิ้นผสมกับน้ำมะนาว
สูตรนี้ช่วยบำรุง: ก็เป็นอีกสูตรที่ใช้กันเยอะ โดยเฉพาะคนที่เป็นสิวเยอะมากบนใบหน้า พอลองใช้สูตรนี้แล้วพบว่า ช่วยลดอาการบวมแดงจากสิว สิวยุบเร็ว สิวและรอยสิวลดลง และหน้าเนียนขึ้นด้วย
วิธีทำ
ผสมผงขมิ้นชันกับน้ำมะนาว หรือถ้าอยากให้ข้นสามารถผสมกับน้ำมันต่างๆได้และแต้มที่สิวก่อนนอน หรือจะพอกทั่วทั้งใบหน้าก็ได้ ถ้าหากคุณเป็นสิวบนใบหน้าเยอะมาก โดยไม่ต้องล้างออก ทิ้งไว้อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง หรือจนคุณทนไม่ได้เพราะเมื่อพอกแล้วมันจะรู้สึกแสบหน้าค่ะ แต่ถ้าทิ้งข้ามคืนได้จะดีมากกกค่ะ
4 สูตรผงขมิ้นผสมกับน้ำนม หรือน้ำผึ้ง
สูตรนี้ช่วยบำรุง: ช่วยให้สิวยุบเร็วและช่วยบำรุงผิวหน้าให้ผุดผ่องสดใสอ่อนวัย
ผลที่ได้ : ช่วยให้สิ้วเสี้ยนหลุด สมานผิวและรูขุมขนกระชับขึ้น ช่วยรักษาแผลที่เกิดจากสิวอักเสบ ไม่ให้เกิดเป็นแผลเป็น ทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่ม
5 สูตรขมิ้นชันสด
สูตรนี้ช่วยบำรุง: สำหรับคนที่ใช้ขมิ้นผงแล้วแพ้ เปลี่ยนมาใช้แบบสดดีกว่าค่ะ (เพราะเคยมีคนที่เกิดอาการแพ้ขมิ้นผง พอเปลี่ยนมาใช้แบบสดก็สามารถใช้ได้ไม่เกิดอาการแพ้ค่ะ)
ผลที่ได้ : ผิวเนียนขึ้น สิวอุดตัน สิวอักเสบ หายหมดค่ะ
วิธีใช้
- นำขมิ้นชันสดมาปลอกเปลือก แล้วนำไปปั่นแล้วเอาไปใส่กระปุกแช่ตู้เย็นไว้ค่ะ พอครบ 1 อาทิตย์ ก็ทำใหม่ค่ะ
- ใช้คอตต้อนบัด จิ้มๆ น้ำแล้วนำมาทาหน้า ก่อนล้างหน้า 10-15 นาที
- ควรใช้ตอนเย็น เพราะหน้าจะเหลือง ต้องล้างประมาณ 2 ครั้งถึงจะออกค่ะ
6 สูตรน้ำผึ้ง
“น้ำผึ้ง” มีสรรพคุณลดการอักเสบ และติดเชื้ออยู่ด้วย และเร่งการสร้างเนื้อเยื่อใหม่น้ำผึ้งจึงใช้สมานบาดแผลชนิดต่างๆ
วิธีทำ
ครีมขัดและพอกหน้า นำขมิ้นผงผสมกับน้ำนม หรือน้ำผึ้ง จากนั้นล้างหน้า ให้สะอาดแล้วนำขมิ้นที่เตรียมไว้ขัดใบหน้าเบา ๆ จนทั่วพอกไว้อย่างนั้นประมาณ 5 นาที ล้างออกได้ด้วยน้ำอุ่น ๆ
สูตรนี้ช่วยบำรุง: สูตรน้ำผึ้งนี้เหมาะสำหรับคนผิวแห้ง แพ้ง่าย มะนาวอาจจะทำให้เกิดความระคายเคืองและแห้งมากขึ้น สูตรนี้จึงใช้น้ำผึ้งที่มีคุณสมบัติสมานผิวเข้ามาแทนที่ และยังเพิ่มความชุ่มชื้นด้วยน้ำมันงา
ส่วนผสม
ดินสอพองสะตุ 3 - 4 เม็ดใหญ่
น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา
น้ำเปล่า 1/2 ช้อนชา
น้ำมันงา 1/2 ช้อนชา
วิธีทำ
นำดินสอพองสะตุมาบดละเอียด ผสมน้ำผึ้งและน้ำมันงา (หรือน้ำมันมะกอกก็ได้) คนให้เข้ากัน
น้ำมาพอกให้ทั่วใบหน้ายกเว้นรอบดวงตา
ทิ้งไว้ 15 - 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
หลังล้างหน้าจะมีความมันของน้ำมันงาหลงเหลืออยู่บ้าง
หากไม่ชอบให้ล้างด้วยน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น
7 สูตรน้ำนมขมิ้น
สูตรนี้ช่วยบำรุง: น้ำนมมีคุณสมบัติช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม ชุ่มชื่น และบวกกับขมิ้นที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย แก้ผดผื่นคัน และบำรุงผิวให้เปล่งปลั่งด้วย สูตรนี้เหมาะกับทุกสภาพผิว
ส่วนผสม
ดินสอพองสะตุ 4 - 5 เม็ดใหญ่
นมสด 2 ช้อนชา
น้ำขมิ้น 1 ช้อนชา
วิธีทำน้ำขมิ้น
นำหัวขมิ้นมาล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นแว่นแล้วตำจนแหลก
ผสมน้ำเล็กน้อย กรองเอาน้ำด้วยผ้าขาวบาง
วิธีทำ
บดดินสอพองสะตุจนละเอียด แล้วคนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน พอกหน้าทิ้งไว้ 15 - 20 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด
8 สูตรขมิ้นแห้ง 25 กรัม + ว่านนางคำ 200 กรัม + ไพล 50 กรัม + ดินสอพอง 1000 กรัม
ส่วนผสม
นำขมิ้นแห้ง 25 กรัม + ว่านนางคำ 200 กรัม + ไพล 50 กรัม + ดินสอพอง 1000 กรัม
วิธีทำ
นำมาบดผสมกัน ใช้พอกหน้า และตัวเพื่อบำรุงผิวได้ (ถ้าผิวมันใช้ผสมกับน้ำมะกรูดเผาไฟ ถ้าผิวแห้ง ใช้ผสมกับน้ำผึ้ง หรือ นมสด) ควรพอกประมาณ 5 - 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ตามด้วยน้ำเย็น สลับกัน
9 สูตรดินสอพอง ผสมกับขมิ้น
ขมิ้น มีสรรพคุณ ฆ่าเชื้อโรคอ่อน ๆ มันก็สามารถบรรเทาอาการสิวคุณได้
วิธีทำ
นำดินสอพองมาผสมกับผงขมิ้น คนให้เข้ากัน แล้วนำมาแต้มที่หัวสิว แต่ถ้าจะเอามาพอกหน้า ควร ลด ขมิ้นผงลง เพราะคุณอาจจะกลายเป็น ดีซ่านได้
10 ดินสอพอง ผสมกับไพล
ไพล เป็น ญาติกับ ขมิ้น แต่ไพล มีสีเหลืองนวล อ่อนกว่า ขมิ้น
มีสรรพคุณช่วย บำรุงผิว ลดอาการระคายเคือง วิธีทำ นำดินสอพองมาผสมกับไพล คนให้เข้ากัน แล้วนำมาแต้มที่หัวสิว
วิธีทำ
นำดินสอพองมาผสมกับไพล คนให้เข้ากัน แล้วนำมาแต้มที่หัวสิว หรือนำไปพอกหน้าก็ได้
หวังว่าบทความนี้ คงจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย สำหรับผู้ที่กำลังประสบกับปัญหาสิว และมองหาวิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติ
“ขมิ้นชัน” เป็นพืชสมุนไพร และประโยชน์ของขมิ้นชันกับผิวนั้นไม่ได้แค่ต่อต้านหรือลดการอักเสบหรือรักษาสิวเท่านั้น แต่ยังใช้ทาผิวที่มีผดผื่นคัน ผงขมิ้นใช้ทาตัวเพื่อให้มีสีผิวกระจ่างขึ้นด้วยเมื่อใช้เป็นประจำและช่วยฆ่าเชื้อ ที่ทำให้เกิดโรคผิวหนังบางชนิดยังช่วยบำรุงให้สีผิวกระจ่างขึ้นด้วยเมื่อใช้เป็นประจำ ขมิ้นชันได้รับการยอมรับว่าช่วยลดการอักเสบและลดการระคายเคืองเมื่อนำมาใช้กับผิว อย่างที่รู้กันว่าสิวนั้นเกิดจากแบคทีเรีย P.acne ที่ทำให้เกิดการอักเสบหรือบวมแดงที่เราเห็น ซึ่งก็ได้มีการวิจัยว่าขมิ้นชันสามารถหยุดยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียตัวนี้ได้และสามารถผสมใช้ร่วมกับNeem oil, Tea Tree oil เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้น ยังมีการวิจัยอื่นที่บอกอีกว่าขมิ้นชันช่วยปรับสภาพผิวเพื่อให้ผิวดูอ่อนเยาว์ขึ้น ช่วยให้แผลหายเร็วขึ้น ทำให้ไม่แปลกใจเลยที่มีการผสมขมิ้นชันในเครื่องสำอางที่ขายตามท้องตลาดมากมาย
สูตรวิธีรักษาสิวและทำให้หน้าใส
1 สูตรขมิ้นสด + ดินสอพอง + น้ำมะนาว
สูตรนี้ช่วยบำรุง: ผิวหน้าให้ผุดผ่องสดใสอ่อนวัย และช่วยให้สิวยุบเร็ว
ส่วนผสม
ขมิ้นสด (เล็กน้อย)
ดินสอพอง 2-3 เม็ด
มะนาว 1 ผล
วิธีทำ
นำขมิ้นสดมาล้างน้ำให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ปั่นรวมกับดินสอพองและมะนาว จนละเอียดรวมเป็นเนื้อเดียวกัน จะได้เนื้อครีมข้นและเหนียวใช้สำหรับนำมาพอกกับหน้าที่สะอาดแล้วก่อนเข้านอน โดยพอกทิ้งไว้ประมาณ 15-20 นาที จึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะรู้สึกผิวหน้าสดชื่นและเต่งตึงขึ้นด้วย ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 3 - 4 ครั้งภายในเวลาไม่ถึงเดือนจะสังเกตเห็นว่าผิวหน้าดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ก็จะเห็นความเปลี่ยนแปลงจนสามารถสังเกตได้มะนาว จะทำให้ผิวนวลเนียนขึ้นสามารถสัมผัสได้ และเมื่อผสมรวมกันกับผักแว่น ก็จะยิ่งทำให้ผิวหน้าดูดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
2 สูตรดินสอพองผสมน้ำมะนาว หรือน้ำมะขามเปียก
สูตรนี้ช่วยบำรุง: เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาผิวมัน รูขุมขนกว้าง และมีสิวเสี้ยน สูตรนี้สามารถเปลี่ยนจากน้ำมะนาวมาเป็นน้ำมะขามเปียกก็ได้ค่ะ
ผลที่ได้ : จะช่วยให้ผิวหน้าเนียนนุ่มขึ้น รูขุมขนกระชับ และความมันลดลง ให้ผลเร็ว 1-3 วันเห็นผลแน่นอน สิวแห้ง ยุบลง
ส่วนผสม
ดินสอพองสะตุ 3 - 4 เม็ดใหญ่
น้ำมะนาว 2 ช้อนชา
วิธีทำ
นำดินสอพองสะตุมาบดละเอียดด้วยภาชนะที่สะอาด ผสมน้ำมะนาวลงไป คนให้เข้ากัน (มันจะกลายเป็นครีมข้นๆ)
ดินสอพองจะพองตัวขึ้นและมีฟองอากาศ นั่นเพราะดินสอพองกำลังทำปฏิกิริยากับกรดในน้ำมะนาวนั่นเอง
จากนั้นทาครีมดินสอพองจนทั่วใบหน้ายกเว้นรอบดวงตา หรือจะแต้มเฉพาะตรงที่หัวสิวก็ได้ค่ะ ทิ้งไว้ 15 - 20 นาทีหรือจะทาก่อนนอนทิ้งไว้จนเช้าก็ได้
วิธีล้าง
ให้ล้างด้วยน้ำอุ่น แล้วใช้ผ้าเช็ดเบา ๆ บริเวณที่มีสิวเสี้ยน
จากนั้นล้างอีกครั้งด้วยน้ำเย็นเพื่อกระชับรูขุมขน
ทำเป็นประจำสัปดาห์ละ 1 - 2 ครั้ง
3 สูตรผงขมิ้นผสมกับน้ำมะนาว
สูตรนี้ช่วยบำรุง: ก็เป็นอีกสูตรที่ใช้กันเยอะ โดยเฉพาะคนที่เป็นสิวเยอะมากบนใบหน้า พอลองใช้สูตรนี้แล้วพบว่า ช่วยลดอาการบวมแดงจากสิว สิวยุบเร็ว สิวและรอยสิวลดลง และหน้าเนียนขึ้นด้วย
วิธีทำ
ผสมผงขมิ้นชันกับน้ำมะนาว หรือถ้าอยากให้ข้นสามารถผสมกับน้ำมันต่างๆได้และแต้มที่สิวก่อนนอน หรือจะพอกทั่วทั้งใบหน้าก็ได้ ถ้าหากคุณเป็นสิวบนใบหน้าเยอะมาก โดยไม่ต้องล้างออก ทิ้งไว้อย่างน้อยครึ่งชั่วโมง หรือจนคุณทนไม่ได้เพราะเมื่อพอกแล้วมันจะรู้สึกแสบหน้าค่ะ แต่ถ้าทิ้งข้ามคืนได้จะดีมากกกค่ะ
4 สูตรผงขมิ้นผสมกับน้ำนม หรือน้ำผึ้ง
สูตรนี้ช่วยบำรุง: ช่วยให้สิวยุบเร็วและช่วยบำรุงผิวหน้าให้ผุดผ่องสดใสอ่อนวัย
ผลที่ได้ : ช่วยให้สิ้วเสี้ยนหลุด สมานผิวและรูขุมขนกระชับขึ้น ช่วยรักษาแผลที่เกิดจากสิวอักเสบ ไม่ให้เกิดเป็นแผลเป็น ทำให้ผิวหน้าเนียนนุ่ม
5 สูตรขมิ้นชันสด
สูตรนี้ช่วยบำรุง: สำหรับคนที่ใช้ขมิ้นผงแล้วแพ้ เปลี่ยนมาใช้แบบสดดีกว่าค่ะ (เพราะเคยมีคนที่เกิดอาการแพ้ขมิ้นผง พอเปลี่ยนมาใช้แบบสดก็สามารถใช้ได้ไม่เกิดอาการแพ้ค่ะ)
ผลที่ได้ : ผิวเนียนขึ้น สิวอุดตัน สิวอักเสบ หายหมดค่ะ
วิธีใช้
- นำขมิ้นชันสดมาปลอกเปลือก แล้วนำไปปั่นแล้วเอาไปใส่กระปุกแช่ตู้เย็นไว้ค่ะ พอครบ 1 อาทิตย์ ก็ทำใหม่ค่ะ
- ใช้คอตต้อนบัด จิ้มๆ น้ำแล้วนำมาทาหน้า ก่อนล้างหน้า 10-15 นาที
- ควรใช้ตอนเย็น เพราะหน้าจะเหลือง ต้องล้างประมาณ 2 ครั้งถึงจะออกค่ะ
6 สูตรน้ำผึ้ง
“น้ำผึ้ง” มีสรรพคุณลดการอักเสบ และติดเชื้ออยู่ด้วย และเร่งการสร้างเนื้อเยื่อใหม่น้ำผึ้งจึงใช้สมานบาดแผลชนิดต่างๆ
วิธีทำ
ครีมขัดและพอกหน้า นำขมิ้นผงผสมกับน้ำนม หรือน้ำผึ้ง จากนั้นล้างหน้า ให้สะอาดแล้วนำขมิ้นที่เตรียมไว้ขัดใบหน้าเบา ๆ จนทั่วพอกไว้อย่างนั้นประมาณ 5 นาที ล้างออกได้ด้วยน้ำอุ่น ๆ
สูตรนี้ช่วยบำรุง: สูตรน้ำผึ้งนี้เหมาะสำหรับคนผิวแห้ง แพ้ง่าย มะนาวอาจจะทำให้เกิดความระคายเคืองและแห้งมากขึ้น สูตรนี้จึงใช้น้ำผึ้งที่มีคุณสมบัติสมานผิวเข้ามาแทนที่ และยังเพิ่มความชุ่มชื้นด้วยน้ำมันงา
ส่วนผสม
ดินสอพองสะตุ 3 - 4 เม็ดใหญ่
น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา
น้ำเปล่า 1/2 ช้อนชา
น้ำมันงา 1/2 ช้อนชา
วิธีทำ
นำดินสอพองสะตุมาบดละเอียด ผสมน้ำผึ้งและน้ำมันงา (หรือน้ำมันมะกอกก็ได้) คนให้เข้ากัน
น้ำมาพอกให้ทั่วใบหน้ายกเว้นรอบดวงตา
ทิ้งไว้ 15 - 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด
หลังล้างหน้าจะมีความมันของน้ำมันงาหลงเหลืออยู่บ้าง
หากไม่ชอบให้ล้างด้วยน้ำอุ่นแล้วตามด้วยน้ำเย็น
7 สูตรน้ำนมขมิ้น
สูตรนี้ช่วยบำรุง: น้ำนมมีคุณสมบัติช่วยให้ผิวเนียนนุ่ม ชุ่มชื่น และบวกกับขมิ้นที่ช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย แก้ผดผื่นคัน และบำรุงผิวให้เปล่งปลั่งด้วย สูตรนี้เหมาะกับทุกสภาพผิว
ส่วนผสม
ดินสอพองสะตุ 4 - 5 เม็ดใหญ่
นมสด 2 ช้อนชา
น้ำขมิ้น 1 ช้อนชา
วิธีทำน้ำขมิ้น
นำหัวขมิ้นมาล้างน้ำให้สะอาด หั่นเป็นแว่นแล้วตำจนแหลก
ผสมน้ำเล็กน้อย กรองเอาน้ำด้วยผ้าขาวบาง
วิธีทำ
บดดินสอพองสะตุจนละเอียด แล้วคนส่วนผสมทุกอย่างให้เข้ากัน พอกหน้าทิ้งไว้ 15 - 20 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด
8 สูตรขมิ้นแห้ง 25 กรัม + ว่านนางคำ 200 กรัม + ไพล 50 กรัม + ดินสอพอง 1000 กรัม
ส่วนผสม
นำขมิ้นแห้ง 25 กรัม + ว่านนางคำ 200 กรัม + ไพล 50 กรัม + ดินสอพอง 1000 กรัม
วิธีทำ
นำมาบดผสมกัน ใช้พอกหน้า และตัวเพื่อบำรุงผิวได้ (ถ้าผิวมันใช้ผสมกับน้ำมะกรูดเผาไฟ ถ้าผิวแห้ง ใช้ผสมกับน้ำผึ้ง หรือ นมสด) ควรพอกประมาณ 5 - 10 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ตามด้วยน้ำเย็น สลับกัน
9 สูตรดินสอพอง ผสมกับขมิ้น
ขมิ้น มีสรรพคุณ ฆ่าเชื้อโรคอ่อน ๆ มันก็สามารถบรรเทาอาการสิวคุณได้
วิธีทำ
นำดินสอพองมาผสมกับผงขมิ้น คนให้เข้ากัน แล้วนำมาแต้มที่หัวสิว แต่ถ้าจะเอามาพอกหน้า ควร ลด ขมิ้นผงลง เพราะคุณอาจจะกลายเป็น ดีซ่านได้
10 ดินสอพอง ผสมกับไพล
ไพล เป็น ญาติกับ ขมิ้น แต่ไพล มีสีเหลืองนวล อ่อนกว่า ขมิ้น
มีสรรพคุณช่วย บำรุงผิว ลดอาการระคายเคือง วิธีทำ นำดินสอพองมาผสมกับไพล คนให้เข้ากัน แล้วนำมาแต้มที่หัวสิว
วิธีทำ
นำดินสอพองมาผสมกับไพล คนให้เข้ากัน แล้วนำมาแต้มที่หัวสิว หรือนำไปพอกหน้าก็ได้
หวังว่าบทความนี้ คงจะเป็นประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อย สำหรับผู้ที่กำลังประสบกับปัญหาสิว และมองหาวิธีรักษาสิวแบบธรรมชาติ
วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556
นมอุ่น "เพื่อสุขภาพที่ดี"
นม เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนและแคลเซี่ยม เพื่อการดูแลสุขภาพที่ดีเราควรดื่มนมอย่างน้อยวันละหนึ่งแก้ว นอกจากนี้นมยังแบ่งได้อีก 2 แบบ คือ นมจากพืชและนมจากสัตว์ ซึ่งนมทั้งสองแหล่งก็มีคุณสมบัติในด้านคุณค่าสารอาหารแตกต่างกันบ้าง แต่ก็ยังมีประโยชน์ทั้งคู่อยู่ดี
เมื่อวันก่อนผมได้มีโอกาศอ่านหลังสือที่พูดถึงเรื่องพฤติกรรมการดื่มนม ว่าดื่มอย่างไรถึงจะได้คุณค่ามากที่สุด โดยได้มีการเสนอผลการวิจัยว่า การดื่มนมอุ่นๆ ประมาณ 37 องศาเซลเซียส หรือเท่ากับอุณหภูมิร่างกายของเราเอง จะมีผลดีมากที่สุด เนื่องจาก โปรตีนและแคลเซี่ยมจากนม จะสามารถแตกตัวได้ดีกว่า การดื่มนมเย็น นอกจากนี้ การดื่มนมอุ่นยังส่งผลช่วยในการขยายหลอดเลือดฝอย ส่งผลให้สารอาหารต่างๆที่ลำเลียงผ่านหลอดเลือดเดินทางไปได้ดีขึ้นอีกด้วย
นี่ก็เป็นเคล็ดลับง่ายๆในการดื่มนม ที่บางคนยังไม่รู้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม การดื่มนมไม่ว่าจะเป็นนมร้อนหรือเย็นก็เป็นประโยชน์ต่อร่างกายทั้งนั้น เป็นหนทางการดูแลสุขภาพที่ดี อีกทั้งยังช่วยชะลอความแก่อีกด้วย
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://thaiwellness.blogspot.com
ทำไมการดื่มน้ำเย็นถึงเป็นอันตราย
อากาศเมืองไทยมันร้อนเนอะ เวลาทานข้าวก็ข้าวก็อยากจะทานน้ำเย็นๆ เพื่อดับกระหาย แต่การดื่มน้ำเย็นมันก็มีผลเสียต่อร่างกายจริงๆสาเหตุหลักๆก็เพราะ ร่างกายของคนเรามีอุณหภูิมิที่เหมาะสมอยู่ที่ 32 องศาเซลเซียส แต่น้ำเย็นอุณภูมิมันต้องต่ำกว่า 32 องศาแน่ๆ ไม่งั้นเราคงไม่รู้สึกเย็นหรอก
ทีนี้ในนระบบการย่อยอาหารของคนเราเนี่ย จะมีการหลั่งสารคัดหลั่งออกมาจำพวกเอ็นไซม์เพื่อย่อยอาหาร ซึ่งสารเหล่าเนี่ยะ มันออกแบบออกมาให้ทำงานได้ดีกับอุณหภูมิปกติของร่างกายของเรา ซึ่งอุณหภูมิต่ำๆเนี่ย มันดันไปลด activity(การทำงาน)ของเอนไซม์ที่จะมาย่อยอาหารเหล่านี้ทำให้การย่อยไม่ดี นอกจากนี้ในระบบทางเดินอาหารของเราเนี่ยยังประกอบด้วยกล้ามเนื้อต่างๆอีกด้วย กล้ามเนื้อพวกนี้ถ้าได้รับความเย็นจากน้ำเย็นๆก็จะทำให้เกิดอาการชา (เหมือนเวลาหน้าหนาวที่อากาศหนาวจัดๆปลายนิ้วมือนิ้วเท้าจะชาๆ จากความเย็น)และทำให้เกิดการบีบตัว คลุกเคล้าอาหารที่จะทำการย่อยได้ไม่ดีก็เป็นปัญหาในระบบทางเดินอาหารอีกเช่นกัน
ปัญหาที่จะเกิดขึ้นตามมาก็คือ ทำให้ท้องอืดท้องเฟ้อ ระบบการย่อยไม่ดี และอาจทำให้เกิดเป็นโรคกรดไหลย้อนได้อีกด้วย
ดังนั้น พวกเราทั้งหลาย ก็ดื่มน้ำเย็นให้มันน้อยๆลงซักนิด เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น แต่ผมก็กินน้ำเย็นอยู่บ้างนะ ของอย่างงี้มันห้ามกันยากเนอะ เอาเป็นว่าคราวหน้าผมจะมาอัพเืดทบทความใหม่ๆ บ่อยๆนะครับ ขอบคุณที่ติดตามกันทุกคนครับ
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : http://thaiwellness.blogspot.com
7 เคล็ดลับ กินอย่างไรไม่ให้อ้วน
ในยุคที่กระแสคนรักสุขภาพกำลังได้รับความสนใจจากคนทั่วโลก รวมทั้งคนไทย การกินเพื่อสุขภาพคือสิ่งที่จำเป็นที่จะต้องให้ความใส่ใจเพราะการกินไม่ใช่แค่การสนองความต้องการหรือให้อิ่มท้องเท่านั้น หากแต่ยังต้องคำนึงถึงผลที่มีต่อสุขภาพด้วย
อ.กัญชลี ทิมาภรณ์ นักโภชนาการโรงพยาบาลพระรามเก้า ให้ข้อมูลว่า อาหารและสุขภาพเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกัน การเกิดโรคบางชนิดก็มีสาเหตุส่วนหนึ่งจากการกินอาหารที่ไม่เหมาะสม หลายคนเคยหลงรูป รส หรือความสะดวกรวดเร็วของอาหารที่แฝงไปด้วยพิษภัยอย่างเงียบๆ เช่น ฟาสต์ฟูด อาหารสำเร็จรูป เบเกอรี่ ขนมขบเคี้ยว น้ำอัดลมฯลฯ ซึ่งเป็นวัฒนธรรมการกินที่ผิดและตกยุคทั้งนี้ ปัจจุบันคนทั่วโลกต่างให้ความสนใจและหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น จนเกิดกระแสรักสุขภาพและการกินเพื่อสุขภาพตามมา ดังนั้น จึงขอแนะนำ 7 เคล็ดลับการกินเพื่อสุขภาพเพื่อให้นำไปใช้กัน
1.ทานอาหารเช้าเป็นประจำ เพราะมื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุดและควรเป็นมื้อที่มีคุณค่าครบทั้ง 5 หมู่ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะนอกจากจะช่วยเติมพลังให้ร่างกายและสมองแล้ว ยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเส้นเลือดช่วยให้การเผาผลาญพลังงานดีขึ้น
2.เลือกอาหารจากธรรมชาติไม่ขัดสี เช่น ข้าวกล้อง ข้าวบาร์เลย์(มอลต์) ถั่ว ข้าวสาลี (โฮลวีต) เมล็ดทานตะวัน เป็นต้น ซึ่งอาหารเหล่านี้มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เป็นแหล่งรวมของแร่ธาตุ วิตามิน โปรตีนที่ปราศจากคอเลสเตอรอลและคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มีสารแอนติออกซิแดนท์ ใยอาหารและปัจจัยอื่นช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยลดคอเลสเตอรอลและความดันโลหิตได้ หรืออาจเลือกอาหารที่มีส่วนผสมของธัญพืชไม่ขัดสี เช่น ขนมปังโฮลวีต ซีเรียลจากมอลต์ เป็นต้น
3.เพิ่มผักผลไม้ในมื้ออาหารและทานเป็นประจำ เพื่อเพิ่มวิตามิน เกลือแร่และสารอื่นๆ ที่จำเป็นต่อร่างกาย ช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ ช่วยนำคอเลสเตอรอลและสารก่อมะเร็งบางชนิดออกจากร่างกาย ทำให้ลดการสะสมของสารก่อมะเร็งบางชนิด และมีกากใยช่วยในการขับถ่าย ช่วยให้กระบวนการต่างๆ ในร่างกายดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.ลดขนมขบเคี้ยวและขนมอบ ที่มีแต่ไขมัน เกลือ น้ำตาลและสารปรุงแต่งอื่นๆ ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ หากอยากทานขนมอาจหันมาทานขนมที่มีส่วนผสมของธัญพืชเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการให้กับขนมที่มีประโยชน์น้อย อย่างไรก็ตาม ควรทานในปริมาณที่เหมาะสมเท่านั้น
5.กินปลา ไข่และเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน อาหารเหล่านี้เป็นแหล่งโปรตีนที่ดี ช่วยเสริมสร้างร่างกายในผู้เยาว์และซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสื่อมสลายในผู้สูงวัย เป็นส่วนประกอบของสารสร้างภูมิคุ้มกันโรคติดเชื้อ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคอ้วน ไขมันในเส้นเลือดสูง เป็นต้น
6.ดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแทนน้ำหวาน น้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งมีน้ำตาลสูง การดื่มน้ำผักผลไม้ก็เป็นทางเลือกที่ดีเพราะอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการ ทั้งคาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินและแร่ธาตุกว่า 50 ชนิด เหมาะกับคนทุกเพศทุกวัน
7.ดื่มน้ำและนมให้เป็นนิสัย ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว เพื่อช่วยระบบขับถ่ายและมีน้ำหล่อเลี้ยงในเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย และควรดื่มนมอย่างน้อยวันละ 1-2 แก้ว ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ เพราะนมอุดมไปด้วยคุณค่าโภชนาการสูง ช่วยในการเจริญเติบโตของเด็กๆ ช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง โดยชนิดของนม ขึ้นอยู่กับวัย หากเป็นเด็กทีกำลังเจริญเติบโตควรเป็นนมจืดธรรมดา แต่ในผู้สูงอายุควรเป็นนมพร่องมันเนยเพื่อมีส่วนช่วยลดคอเลสเตอรอล
การกินเพื่อสุขภาพมีหลากหลายวิธี อยู่ที่ใครจะเลือกปฏิบัติแบบใด แต่หลักง่ายๆ คือทานอาหารให้ครบ5 หมู่ ครบทุกมื้อ แต่เลือกชนิดและปริมาณที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังต้องออกกำลังกายควบคู่ไปด้วยจึงจะมีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง อารมณ์ที่สดใส และห่างไกลจากโรคร้ายต่างๆ อ.กัญชลี ให้คำแนะนำทิ้งท้าย
ขอขอบคุณข้อมูล จาก www.newswit.com
เคล็ดลับการนอนอย่างไรทำให้สมองใสยามเช้า
หนุ่ม-สาววัยใสที่มักมีอาการสมองตื้อ ระหว่างวันความคิดแล่นช้า ขณะเดียวกัน ยังมีอารมณ์ขุ่นมัวร่วมด้วย ลองรีสตาร์ท (Restart) ระบบร่างกายตั้งแต่ก่อนนอน ด้วย “5 เคล็ดลับ” ต่อไปนี้
เริ่มจากอาบน้ำอุ่นก่อนนอน จะทำให้อุณหภูมิร่างกายเพิ่มขึ้น ระหว่างนั้น อาจหยดน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ปริมาณเล็กน้อยลงอ่างน้ำ ซึ่งมีคุณสมบัติระงับประสาทให้รู้สึกสงบ และผ่อนคลาย ทั้งด้านร่างกาย และจิตใจ ทั้งยังช่วยคลายอาการตึงตัวของกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ด้วย
เลี่ยงสิ่งกระตุ้นให้หลับไม่ลง อย่าง คาเฟอีน นิโคติน เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และอาหารรสหวาน จากกาแฟ, ชา, โคล่า, โกโก้, ช็อคโกแลต สูบบุหรี่ รวมทั้งไม่รับประทานมื้อหนักก่อนนอนอย่างน้อย 4-6 ชั่วโมง หากหิวควรทานนมอุ่น ๆ ดีกว่า
ชั่วโมงก่อนนอนไม่ควรออกกำลัง เพราะมีผลกระตุ้นกล้ามเนื้อ โดยร่างกายจะหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน ทำให้หลับยาก ทั้งนี้ การออกกำลังกายช่วงเช้า หรือเย็น ประมาณ 1-2 ชั่วโมงต่อวัน จะช่วยเพิ่มระดับเซโรโทนินสารเคมีที่สร้างจากสมอง ทำให้รู้สึกผ่อนคลายทั้งนี้ จากรายงานของหน่วยงานที่ศึกษาด้านการนอนหลับ ของสหรัฐฯ พบว่า การสัมผัสกับแสงไฟนีออนยามนอน ส่งผลต่อคุณภาพการหลับลดลง โดยแสงดังกล่าว จะไปกดการทำงานของเมลาโทนินฮอร์โมนตามธรรมชาติ ซึ่งควบคุมการนอนหลับ ดังนั้น ไม่ควรเปิดไฟทิ้งไว้ทั้งคืน
เมื่อตื่นนอนตอนเช้า ใช้เวลา 5 นาทีออกไปรับลม และแสงนอกระเบียง หรือหน้าต่าง จะกระตุ้นให้ร่างกายสดชื่น อารมณ์แจ่มใส สมองตื่นตัว เพียงเท่านี้ก็บอกลาอาการง่วงซึมระหว่างวันได้แล้ว แนะนำวัยเรียนลองไปพิสูจน์กันดู.
ขอขอบคุณข้อมูลจาก :: หนังสือพิมพ์สยามดารา
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







